ติดต่อกับเรา
นายภูมิธรรม เวชยชัย นายภูมิธรรม เวชยชัย

การเมือง

อะไรก็ยอม ภูมิธรรม ย้ำเพื่อไทยพร้อมทำงานร่วมทุกพรรคที่มีจุดยืนเดียวกัน

การสกัดกั้นการสืบทอดอำนาจ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญคือจะต้องไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก

นายภูมิธรรม เวชยชัย

เผยแพร่

วันที่

ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ประกาศเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี ว่า นายธนาธรถือเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ มีความสามารถ และไม่มีอะไรที่เสียหาย จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่นายธนาธรจะประกาศเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าการประกาศตัวของนายธนาธร จะไม่เกิดความสับสนในการทำงานร่วมกันของ 7 พรรคการเมืองในขั้วเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทยย้ำมาตลอดว่าไม่ยึดติดกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานสภาผู้แทนราษฎร จะไม่นำมาเป็นเงื่อนไขในการพูดคุย และจับมือทำงานร่วมกันกับพรรคการเมืองต่างๆ

“พรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมือง หากมีจุดยืนเดียวกัน คือ การสกัดกั้นการสืบทอดอำนาจ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญคือจะต้องไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า การเสนอชื่อของนายธนาธรได้มีการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับอีก 6 พรรคการเมืองแล้ว ถือว่าเป็นการแบ่งบทบาทหน้าที่ในการทำงาน เพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายทุกพรรคการเมืองก็มีสิทธิ์ที่จะเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีได้ หากเห็นว่าเป็นทางออกที่ดีของประเทศ

ส่วนกรณีที่ว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมสนับสนุนให้นายบัญญัติ บรรทัดฐาน แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร นายภูมิธรรม กล่าวว่า  หากพรรคประชาธิปัตย์มีหลักการทำงานเดียวกันก็พร้อมสนับสนุน แต่วันนี้ยังไม่ขอพูดถึงตัวบุคคล  เพราะต้องดูในหลักการ คือ ไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง


 

แสดงความคิดเห็น

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

การเมือง

‘พี่ศรี’ จัดหนักอีกรอบลุยร้อง ‘กกต.’ สอย 2 ส.ว.

สมาชิกวุฒิสภาที่มีข้อสงสัยว่า อาจจะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม

เผยแพร่

วันที่

โดย

นายศรีสุวรรณ จรรยา
นายศรีสุวรรณ จรรยา

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า วันนี้ (21 พ.ค.) เวลา 10.00 น. สมาคมฯจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อ กกต. ให้ดำเนินการไต่สวน สอบสวนและวินิจฉัย 2 สมาชิกวุฒิสภา ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากมีข้อสงสัยว่า อาจจะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม อันอาจเข้าข่าย มาตรา 111(4) ประกอบ มาตรา 108 ข.ลักษณะต้องห้าม (1) มาตรา 98 (8) (10) แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบมาตรา 14 (10) (12) ของพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 และข้อ 3 และข้อ 52(10) (12) ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา 2561

สมาชิกวุฒิสภาที่มีข้อสงสัยว่า อาจจะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม รายแรก คือ ลำดับที่ 146 ซึ่งบุคคลดังกล่าว เคยกระทำผิดวินัยฐานกระทำการอันได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติชั่วตามมาตรา 98 แห่งพรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2535 กระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่ง “ไล่ออกจากราชการ” และต่อมาอัยการได้มีการนำคดีขึ้นฟ้องต่อศาลยุติธรรม ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 192/2559 และศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่1435/2559 มีคำสั่งจำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี แม้จะมีการอ้างว่า ได้รับการล้างมลทินตามพรบ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา 2550 แล้ว แต่กฤษฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่า ไม่ได้รับประโยชน์จากการล้างมลทินดังกล่าว

รายที่สอง คือ ลำดับที่ 197 เคยถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาร่วมกันกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เกี่ยวกับการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างที่ดิน โดยศาลนครปฐมได้มีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ 1212/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 1611/2557 โดยบุคคลดังกล่าวได้ให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา ศาลจึงลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน และปรับ 13,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษเอาไว้ มีกำหนด 3 ปี ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว

การกระทำของ 2 สมาชิกวุฒิสภาดังกล่าว อาจเข้าข่ายการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อ กกต. หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย ซึ่งหาก กกต.พบว่า คุณสมบัติมีลักษณะต้องห้ามจริง ก็จะต้องเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ออกจากตำแหน่ง พร้อมดำเนินการลงโทษหรือเอาผิดตาม มาตรา 74 และมาตรา 75 ของพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 ต่อไป


 

อ่านต่อ

ยอดนิยม

error: