ติดต่อกับเรา
นายอิทธิพร บุญประคอง นายอิทธิพร บุญประคอง

การเมือง

โล่งอก! ‘อิทธิพร’ ยื่นศาลรธน.คลายสูตรส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

หลักการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจะเกินกว่าที่พึงมีไม่ได้ โดยการจัดสรรในจำนวนที่ต่ำกว่า 0 อาจถือได้ว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

นายอิทธิพร บุญประคอง

เผยแพร่

วันที่

นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า เหตุที่ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ซึ่งเป็นวิธีที่ สำนักงาน กกต.คำนวณ และสอดคล้องกับวิธีที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สามารถจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีได้ครบ 150 คน แต่การอาจไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (4) ที่กำหนดหลักการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจะเกินกว่าที่พึงมีไม่ได้ โดยการจัดสรรในจำนวนที่ต่ำกว่า 0 อาจถือได้ว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

“โดยวิธีการคำนวณตามาตรา 128 ของกฎหมายลูกว่าด้วย ส.ส.จำเป็นต้องหาข้อยุติให้ชัดเจน แม้ว่าวิธีการคำนวณตามมาตรา 128 ของกฎหมายลูกว่าด้วย ส.ส. จะจัดสรรได้ครบ 150 คน แต่อาจติดขัดต่อประเด็นว่าการจัดสรรนี้ จะทำให้พรรคการเมืองบางพรรคได้ ส.ส.เกินพึงมีหรือไม่” นายอิทธิพร กล่าว

นายอิทธิพร ยืนยันว่า การส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นวิธีดำเนินการเหมาะสม และจะไม่ส่งผลกระทบต่อการประกาศรับรอง ส.ส. ร้อยละ 95 ตามที่กฎหมายกำหนด แต่จะไม่ขอก้าวล่วงอำนาจวินิจฉัยของศาลว่าจะวินิจฉัยแล้วเสร็จก่อนวันที่ 9 พฤษภาคมนี้หรือไม่ ตามกรอบกำหนดวันประกาศรับรอง ส.ส.

ประธาน กกต. ระบุถึงกรณีที่สำนักงาน กกต. ออกมาเปิดเผยว่า จะมีอย่างน้อย 25 พรรคการเมืองได้รับการจัดสรรว่าเป็นวิธีการคำนวณเบื้องต้น ตามที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวิธีที่กรรมการร่างรับธรรมนูญเสนอไว้และมากำหนดเป็นมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 128 ของพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. ซึ่งในมาตรา 91 วรรค 3 กำหนดว่าหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณคิดอัตราส่วนให้เป็นไปตามพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. และการคำนวณของสำนักงานก่อนหน้านี้ เป็นการคำนวณจากคะแนนเบื้องต้นที่มีอยู่ของแต่ละพรรคการเมือง ไม่ใช่คะแนนสุดท้าย ทั้งนี้ นอกจากวิธีการที่สำนักงานคำนวณมา รวมถึงวิธีการอื่นก็อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่

นายอิทธิพร กล่าวด้วยว่า หากคำนวณตามวิธีการของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 128 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ซึ่งจะทำให้จัดสรรส.ส.บัญชีรายชื่อได้ครบ 150 คน เพราะนำเศษทศนิยมมาคิดนั้น ทราบมาว่าในการคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของกรธ.นั้น ได้วางหลักคิดคำนวณไว้ส.ส.บัญชีรายชื่อไว้ก่อน และเมื่อหารือกันแล้วเห็นพ้องกันว่าหลักคิดคำนวณดังกล่าวเป็นวิธีการคำนวณส.ส.พึงมี จึงนำไปเขียนให้เป็นมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นวิธีการคำนวณที่กรธ.คุยกันจึงเป็นที่มาของมาตรา 91 ไม่ใช่มีการบัญญัติมาตรา 91 ก่อนและค่อยหาวิธีคำนวณ โดยในการร่างมาตรา 91 นั้น เหตุที่วิธีการคำนวณมีความยาวกรธ.จึงนำไปใส่ไว้ในกฎหมายลูกแทน

“ยังมีข้อถกเถียงกันถึงเลขทศนิยม ที่น้อยกว่า 1 เช่น 0.8 จะถือว่าเกินกว่าจำนวนส.ส.ที่พึงมีหรือไม่ เพราะศูนย์อยู่ข้างหน้า ผู้รู้คณิตศาสตร์บอกว่าเลขศูนย์ก็เป็นเลขที่นำมาคำนวณได้ แล้วอยู่ๆจะไปตัดทิ้ง ทั้งนี้ การคำนวณมาตรา 91ในครั้งนั้นไม่มีใครคิดว่าจะมีพรรคใดได้จำนวนส.ส.มากกว่าจำนวนส.ส.พึงมี ซึ่งวิธีการนี้ก็มีวิธีติดไว้ข้างฝานานแล้ว” ประธาน กกต.ระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดถึงไม่สามารถคำนวณตามเจตนารมณ์ได้อย่างเดียว ประธานกกต. ระบุว่า เมื่อนำ 2มาตรามาพิจารณา ซึ่งความจริงแล้ว มาตรา 128 ของพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. มีที่มาจากมาตรา 91 แห่งรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อมาตรา 91 อนุ 4 ตัวอักษรเขียนไว้เช่นนี้ ปัญหาเกิดขึ้นว่าจะต้องยึดสิ่งใด

“กกต.คงต้องถือตัวอักษรที่ระบุในกฎหมาย ส่วนการตีความตามเจตนารมณ์เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณา ดังนั้น เมื่อตัวอักษรเขียนแบบนี้คงถึงทางตันที่ไม่สามารถตัดสินในเรื่องนี้เองได้ จึงต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญช่วยวินิฉัย เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับอำนาจ และหน้าที่ ซึ่งการที่กกต.จะประกาศผลนั้นจะต้องมีความมั่นใจในเรื่องนี้ว่าสิ่งที่เราจะดำเนินการขัดกฎหมายหรือไม่” นายอิทธิพร กล่าว


 

แสดงความคิดเห็น

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

การเมือง

‘โฆษก กห.’ ย้ำชัดไม่มี ‘บิ๊กป้อม’ ไม่กระทบรบ.

ย้ำว่าการหันหน้าเข้าหากัน ปรึกษากัน เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น อย่างตรงไปตรงมาจะเป็นประโยชน์กับการพัฒนาประเทศชาติ

เผยแพร่

วันที่

โดย

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความพยามของกลุ่มการเมืองที่พยายามปลุกม็อบให้ออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนนว่า ถ้าเป็นม็อบที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นความตื่นตัวของการมีส่วนร่วมของคนหลายกลุ่ม หลายวัย ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมือง เราไม่ควรผลักไสให้ใครไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง เพราะทุกคนก็รักประเทศชาติ ทั้งนี้ยังย้ำว่าการหันหน้าเข้าหากัน ปรึกษากัน เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น อย่างตรงไปตรงมาจะเป็นประโยชน์กับการพัฒนาประเทศชาติ ซึ่งปีนี้เราเป็นเจ้าภาพอาเซียนด้วย ก็ควรแสดงออกด้วยการเป็นหนึ่งเดียวอย่างสร้างสรรค์ เพราะเราเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีเมื่อ 10 ปีที่แล้ว กลายเป็นภาพจำมาถึงวันนี้ ดังนั้นเมื่อไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมในหลายเวทีของปีนี้ จึงควรมีความภูมิใจในชาติและประเทศ

เมื่อถามว่า มีบางฝ่ายพยายามนำโมเดลการชุมนุมเคลื่อนไหวจากต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ประเทศฮ่องกงมาจุดกระแสในประเทศไทยนั้น พล.ท.คงชีพ กล่าวว่า เงื่อนไขมีความแตกต่างกัน หากเราให้ข้อมูลครบถ้วนไม่บิดเบือน ด้วยใจเป็นกลาง ก็จะเข้าใจสังคมไปในทิศทางเดียวกัน ประเทศไทยยังไม่มีอะไรเสียหาย แต่เราห่วงว่าจะมาเคลื่อนไหวให้เป็นภาพลบกันเท่านั้นเอง เชื่อว่าทุกพลังเป็นพลังบวก ถ้าได้หาจุดลงตัวและเข้าใจถึงความตั้งใจของทุกฝ่าย ทุกวัย จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไป เพราะการคิดต่างเป็นเรื่องปกติ แต่สุดท้ายต้องยึดกฎกติกาสังคม และกฎหมาย ไม่เช่นนั้นสังคมอยู่ไม่ได้ จะใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผลและกฎหมายไม่ได้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายตั้งหลักให้ดี

เมื่อถามว่า ในช่วงรอยต่อที่ยังไม่มีรัฐบาลกังวลต่อการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ หรือไม่ พล.ท.คงชีพ กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะสังคมอยู่ในกรอบกฎหมาย นโยบายยังเป็นการสานต่อ ไม่ได้เป็นนโยบายที่สร้างผลทางลบกับใคร ยกเว้นไปกระทบกับผู้ที่เสียประโยชน์จริงๆ กลุ่มเหล่านั้นก็ต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่ภายใต้กรอบ กติกา สำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายแห่งมีการฝึกเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น คงไม่ใช่การฝึกเพื่อรับมือม็อบโดยเฉพาะ แต่อย่างที่บอกว่าปีนี้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องเตรียมในเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัย การจราจร เพื่อป้องกันไม่ให้ใครทำอะไรที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มเคลื่อนไหวหวังผลในการล้มรัฐบาลหลังจาก ไม่มีม.44ใช่หรือไม่ พล.ท.คงชีพ กล่าวว่า ตนไม่ได้มองอย่างนั้น วันนี้มีกลไกสภาฯ จึงอยู่ในกรอบของสภาฯ ที่สามารถพูดคุยกันได้ ตนเชื่อว่าการทำงานของพรรคการเมืองนั้น คงไม่มีพรรคการเมืองใดที่มีความประสงค์จะเคลื่อนไหวมาเพื่อล้มรัฐบาลนอกสภาฯ ก็ขอให้ใช้กลไกในสภาฯทำงานการเมืองให้เห็นว่าสมาชิกในสภาฯ ได้ปรับเปลี่ยนการทำงานการเมืองแบบใหม่ เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและมั่นใจ เมื่อถามว่า ถ้าไม่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว. กลาโหม ในครม.ชุดใหม่จะมีคนเหมาะสมมาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยต่อไปหรือไม่ พลโทคงชีพ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าประเทศไทยไม่ขาดคนดี ใครมาก็ทำหน้าที่ได้ทั้งนั้น ขอให้เราเชื่อมั่นและไว้ใจกัน ตนเชื่อว่าทุกคนรักประเทศไทยด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครคิดทำลายประเทศตัวเอง ถ้าเข้าใจตรงจุดนี้ก็พูดคุยกันได้ เพราะเราไม่ใช่ฝ่ายตรงข้ามและไม่ได้เป็นศัตรูกัน


 

อ่านต่อ

ยอดนิยม

error: