ติดต่อกับเรา
กองบังคับการปราบปราม กองบังคับการปราบปราม

กระบวนการยุติธรรม

กอง​ปราบ​ฯ​ รวบอดีตสมาชิกแก๊งยากูซ่าค้ายาข้ามชาติ

พบว่าผู้ต้องหาเคยก่อคดีทำร้ายร่างกายผู้อื่น ปล่อยเงินกู้และค้ายาเสพติดที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

กองบังคับการปราบปราม

เผยแพร่

วันที่

ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)​พลตำรวจ​ตรี​ จิรภพ ภูริเดช ผู้​บังคับการ​กอง​ปราบปราม​ (ผบก.ป.)​ พร้อมด้วย​ พัน​ตำรวจ​เอก​ ธงชัย อยู่เกษ ผู้กำกับ​การ​ 1​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (ผกก.1 บก.ป.)​ และ​พัน​ตำรวจ​โท​ ภาณุมาศ แสงส่ง สารวัตร​กอง​กำ​กับการ​ 1​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (สว.กก.1 บก.ป.)​ ร่วมกับผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

แถลงข่าวผลการจับกุม นายคาซูฮิโกะ โอโนะ (Mr.Kazuhiko Ono) อายุ 57 ปี สัญชาติญี่ปุ่น อดีตสมาชิกยากูซ่า แก๊งนามิซาวะไก ในจังหวัด คิวชู พร้อมของกลาง ยาไอซ์ น้ำหนักรวม 4.46 กรัม,ยาอี 1 เม็ด และกัญชาแห้ง น้ำหนัก 0.063 กรัม ได้ที่ห้องพักเลขที่ 888/181 ตึกเอ อาคารลุมพินีพาร์ค พระรามเก้า-รัชดา แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม.

พล.ต.ต.จิรภพฯ กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 5 มี.ค.62 ที่ผ่านมา ตำรวจกอง​ปราบปราม​ ได้รับการประสานงานจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ป่นประจำประเทศไทย ให้ช่วยสืบสวนจับกุมตัวคนร้ายที่เกี่ยวพันกับการลักลอบขนยาเสพติดออกจากประเทศไทย ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านี้มีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเข้าร้องเรียนสถานทูตฯ​ ว่าถูกหลอกลวงให้ขนยาเสพติดที่คนร้ายซุกซ่อนไว้ในหัวไม้กอล์ฟ ไปยังประเทศญี่ปุ่น จึงนำข้อมูลมาส่งมอบให้กับทางฝ่ายสืบสวนกอง​ปราบปราม​ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่าเจ้าของไม้กอล์ฟคนดังกล่าวคือ นายคาซูฮิโกะฯ ที่เดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทยนานกว่า 19 ปี จนมีภรรยาและลูกเป็นคนไทย โดยทำวีซ่าเกษียณอายุถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ นายคาซูฮิโกะฯ ได้ประกอบธุรกิจบริษัททัวร์บังหน้า แต่เบื้องหลังกลับปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยสูง รวมถึงค้ายาเสพติดข้ามชาติ

พล.ต.ต.จิรภพฯ กล่าวต่อว่า ภายหลังได้รับการประสานข้อมูลดังกล่าว ทางชุดสืบสวน กก.1 บก.ป.จึงเร่งสืบสวนสอบสวน โดยการตรวจสอบหัวไม้กอล์ฟในเบื้องต้นพบว่า ที่หัวไม้กอล์ฟ 3 หัว มียาไอซ์ซุกซ่อนไว้ ต่อมาทราบว่า นายคาซูฮิโกะฯ เป็นผู้นำถุงกอล์ฟที่มีไม้กอล์ฟ 7 อัน ออกจาก อาคารลุมพินีพาร์ค พระรามเก้า-รัชดา แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม.เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา เวลาประมาณ 19.30 น.

จากนั้นได้เอาไปฝากให้เพื่อนของ นายคาซูฮิโกะฯ ซึ่งกำลังจะเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่น และวานให้นำไปให้เพื่อนอีกคนที่ประเทศญี่ปุ่น แต่เพื่อนที่รับฝากไม้กอล์ฟดังกล่าว เกิดความสงสัยเนื่องจากมีไม้กอล์ฟ 3 อัน มีลักษณะเก่ามากและมีน้ำหนักมากกว่าปกติ โดยหนักประมาณ 545 กรัม จากปกติมีน้ำหนักประมาณ 200-300 กรัม รวมทั้งผิดสังเกตุที่หัวไม้กับด้ามไม้กอล์ฟนั้นเป็นคนละยี่ห้อกัน จึงนำไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

พล.ต.ต.จิรภพฯ กล่าวต่ออีกว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับการประสานข้อมูลและมีการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว จึงมีการอายัดไม้กอล์ฟทั้งหมด ก่อนขออำนาจศาลอาญา ออกหมายค้นที่ 169/2562 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2562 เข้าตรวจค้นห้องพักภายในคอนโดมิเนียมที่อาคารลุมพินีพาร์ค พระรามเก้า-รัชดา ของนายคาซูฮิโกะฯ พบยาเสพติดของกลางดังกล่าว

ทั้งนี้จากแนวทางสืบสวน พบว่าผู้ต้องหาเคยก่อคดีทำร้ายร่างกายผู้อื่น ปล่อยเงินกู้และค้ายาเสพติดที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย อย่างไรก็ตามอยากฝากเตือนถึงผู้ที่จะรับฝากสิ่งของต่างๆ จากผู้อื่นว่าควรพิจารณาหรือตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ไม่เช่นนั้นอาจเข้าข่ายทำความผิดกฎหมายได้

จากการสอบสวน นายคาซูฮิโกะฯ ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยบอกว่าเคยเป็นสมาชิกแก๊งยากูซ่า ที่ประเทศญี่ปุ่นแต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดเนื่องจากเกรงว่าครอบครัวที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นจะได้รับความเดือดร้อน ทั้งนี้เมื่อตนขอลาออกจากสมาชิกแก๊งจึงตัดนิ้วก้อยข้างซ้ายแล้วก็เข้ามาทำธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในไทยเท่านั้น ส่วนไม้กอล์ฟที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบยาเสพติดนั้นตนไม่ทราบมาก่อนว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่

ส่วนยาอี ยาไอซ์กับกัญชาที่เจ้าหน้าที่ยึดได้ในห้องพักมีไว้เสพเองและบางส่วนเพื่อนมาลืมทิ้งไว้ เจ้าหน้าที่ จึงแจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์และยาอี) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย ก่อนนำตัว ส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง​


 

แสดงความคิดเห็น

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

กระบวนการยุติธรรม

‘ผู้ช่วยฯรอย’ นั่งหัวโต๊ะประชุมถกจัดระบบใบสั่งจราจรฯซ้อน

‘เอกรักษ์’แม่งานหวังลดอุบัติเหตุ

เผยแพร่

วันที่

พลตำรวจโท รอย อิงคไพโรจน์
พลตำรวจโท รอย อิงคไพโรจน์

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พลตำรวจโท รอย อิงคไพโรจน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นและใช้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจร กรณีผู้กระทำผิดซ้ำ ตามโครงการพัฒนาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ในระยะที่ 4 ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพได้สนับสนุนให้กองบัญชาการศึกษา สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกระทำผิดกฎจราจรโดยใช้ระบบ ptm หรือ police ticket management มาใช้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาโดยระบบนี้จะรวบรวมข้อมูลการกระทำความผิดต่างๆไว้และนำมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการลดอุบัติเหตุ โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลในเบื้องต้นพบว่า ในปี 2561 พบมีการกระทำผิดกฎจราจรและออกใบสั่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึง 3 ล้านสองแสนกว่าครั้ง คิดเป็น 39 เปอร์เซ็นต์ โดยยอดรวมของปี 2560 มีการออกใบสั่ง 8 ล้าน 4 แสนกว่าครั้ง แต่ในปี 2561 มีการออกใบสั่ง 11 ล้าน 7 แสนกว่าครั้ง

จากการศึกษายังพบอีกว่า มีคนไทยที่มีใบสั่งซ้อนสูงสุด 144 ใบใน 1 ปี ซึ่งรถคันดังกล่าวเป็นรถขนส่งของภาคเอกชน ที่วิ่งขนส่งของทั่วประเทศแต่ถูกกล้องตรวจจับการกระทำความผิดอัตโนมัติ ในข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และรถบรรทุกไม่ขับชิดขอบทางด้านซ้าย และมีผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับโดนจับซ้ำรวมกว่า 1,507 ราย ภายในรอบ 4 ปี

ด้านพลตำรวจตรีเอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาการจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยว่า จากผลวิจัยดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าปัญหาใบสั่งซ้ำซ้อนเกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายเดิมไม่สามารถบังคับใช้ได้กับทุกคน และไม่ทำให้เกิดความหวาดกลัวในการลงโทษ จนกระทำผิดซ้ำ ทั้งนี้เชื่อว่าหลังพระราชบัญญัติจราจรทางบกฉบับใหม่ บังคับใช้จะสามารถนำระบบตัดแต้มมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ผู้ขับขี่เกิดความระมัดระวังในการขับรถไม่ให้ผิดกฎจราจร จนเกิดใบสั่งซ้ำซ้อนแบบที่ผ่านมา โดยในอดีตการใช้ระบบการตัดแต้มไม่สามารถใช้งานได้จริงเนื่องจากใบขับขี่เป็นแบบกระดาษและฐานข้อมูลของตำรวจและกรมการขนส่งทางบกไม่ได้เชื่อมโยงถึงกัน แต่กฎหมายใหม่บังคับให้ 2 หน่วยงานต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูล ทำให้ระบบการตัดแต้มมีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้จริง

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาแนวทางการชำระใบสั่งที่ซ้ำซ้อนหลายใบในแบบเหมาจ่ายหรือลดราคา ในเรื่องดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถพิจารณาปรับลดเองได้ ต้องนำเรื่องเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาลพิจารณา

ส่วนข้อมูลการศึกษาที่พบว่ามีคนเมาแล้วขับซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเกิดจากตัวผู้ขับขี่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนเกิดจากกฎหมายมีบทลงโทษที่ไม่รุนแรง ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ไม่เกรงกลัวกฎหมายและฝ่าฝืน ซึ่งในที่ประชุมอยู่ระหว่างการพิจารณานำปัญหาดังกล่าวหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขบทลงโทษในข้อหาเมาแล้วขับให้หนักขึ้น เหมือนอย่างในประเทศญี่ปุ่นที่มีการลงโทษผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่นั่งมาด้วย ในข้อหาสนับสนุนให้กระทำความผิด ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง


 

อ่านต่อ

ยอดนิยม

error: