ติดต่อกับเรา
นายชูชาติ ศรีแสง นายชูชาติ ศรีแสง

การเมือง

อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ย้อนเส้นทางการเมือง พรรคประชาธิปัตย์

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตแต่ละท่านต่างก็เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติสังคมส่วนรวมและความสงบสุขประชาชนมากกว่าประโยชน์และความอยากส่วนตน ใช่หรือไม่

นายชูชาติ ศรีแสง

เผยแพร่

วันที่

นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก “Chuchart Srisaeng” ระบุว่า

…..หลังการรัฐประหารปี ๒๔๙๐ คณะรัฐประหารได้เชิญนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคและผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็รับเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ระยะหนึ่งแล้วจึงลาออก

…..ต้นปี ๒๕๒๓ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ประกาศขอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกลางสภาผู้แทนราษฏร

…..นายทหารกลุ่มยังเติร์กไปเรียนเชิญ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกมาเป็นนายกรัฐมนตรี

…..มีพรรคการเมืองหลายพรรครวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนและเข้าร่วมเป็นรัฐบาลด้วย ถ้าจำไม่ผิดท่านชวน หลีกภัย ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

…..ฯพณฯ พลเอกเปรมเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ ๘ ปีเศษ โดยไม่เคยลงรับสมัครเลือกตั้งเป็น ส.ส. เลย เนื่องจากในขณะนั้นรัฐธรรมนูญยังไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีว่าต้องเป็น ส.ส.

…..พรรคประชาธิปัตย์เป็นการเมืองที่ร่วมรัฐบาลของฯพณฯ พลเอกเปรมตลอด แม้ว่าในการเลือกตั้งครั้งหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งมากเป็นอันดับ ๑ แต่ยังไม่ได้เป็นเสียงข้างมากในสภาฯ หัวหน้าพรรคประกาศว่า จะไม่สนับสนุน ฯพณฯ พลเอกเปรมให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีก แต่เมื่อพรรคการเมืองอื่นไม่ยอมร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วย พรรคประชาธิปัตย์ก็ตกลงเข้าเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ฯพณฯ พลเอกเปรมอีกโดยอ้างว่า เนื่องจากได้รับข้อมูลใหม่

…..การเลือกตั้งในปี ๒๕๓๑ พรรคชาติไทยได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด แต่ก็ร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองอื่นไปเชิญ ฯพณฯ พลเอกเปรมให้รับเป็นนายกรัฐมนตรีอีก

…..แต่เนื่องจากมีอาจารย์มหาวิทยาลัยนักประชาธิปไตยหัวนอกกลุ่มหนึ่งทำหนังสือทูลเกล้าถวายฎีกาว่า ฯพณฯ พลเอกเปรม ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจึงไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรีอีกเพราะไม่ใช่วิถีทางของระบอบประชาธิปไตย ฯพณฯ จึงปฏิเสธที่จะรับเป็นนายกรัฐมนตรีอีก โดยกล่าวกับตัวแทนพรรคการเมืองที่เข้าพบว่า “ผมพอแล้ว”

…..ฯพณฯ พลเอกเปรมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ ๘ ปีเศษ ได้สร้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย ความมั่งคั่งทางด้านเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติมากมายมหาศาล

…..กล่าวเฉพาะความมั่นคงของประเทศ ในขณะที่ ฯพณฯ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสถานการณ์สู้รบของคนไทยด้วยกันเอง ระหว่างคนไทยที่ทางราชการเรียกว่า ผู้ก่อร้ายซึ่งอยู่ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหรือ พคท. กับข้าราชการทหาร ตำรวจและพลเรือน ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘ กำลังรุนแรงที่สุดเพราะมีกำลังนักศึกเข้าไปสมทบหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ แต่ละปีมีข้าราชการทหาร ตำรวจและพลเรือนเสียชีวิตหลายร้อยคน ไม่นับคนไทยที่ถูกเรียกว่าผู้ก่อร้ายซึ่งเสียชีวิตมากกว่าหลายเท่า

…..ฯพณฯ พลเอกเปรมได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ อันเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่เข้าป่าไปร่วมกับ พคท. ให้ออกมาจากป่า การต่อสู้ด้วยอาวุธระหว่างคนไทยด้วยกันจึงยุติลง นักศึกษาที่เข้าป่าหลังเหตุการณ์ ๙ ตุลาคม ๒๕๑๙ เช่น นายจาตุรันต์ ฉายแสง นายภูมิธรรม เวชชัย ฯลฯ คืออดีตนักศึกษาที่ได้ออกจากป่าคืนเมืองโดยไม่มีความผิดใดๆ ก็เพราะคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓

…..ส่วนเหตุการณ์ความไม่สงบในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ฯพณฯ ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือ ศอบต. ขึ้นมาดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งก็ได้รับผลสำเร็จอย่างดียิ่ง จนเหตุการณ์สงบเรียบร้อยแทบจะไม่การลอบฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนทั่วไปอีก แต่ที่เหตุการณ์กลับมารุนแรงขึ้นอีกก็เพราะนายทักษิณ ชินวัตร สั่งยกเลิก ศอบต. และมีการกระทำอื่นๆ อีก

…..เขียนมายืดยาวก็เพื่ออยากให้พิจารณาว่า

……..๑. ผู้นำประเทศที่เป็นคนดี มีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้องบริวาร ปฏิบัติหน้าที่โดยมีจุดหมายอยู่ที่ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและความสงบสุขของประชาชนในชาติเป็นสำคัญ จะมีที่มาอย่างไรเป็นสาระสำคัญ หรือไม่

……..๒.ที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบันกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีอุดมการณ์มาตั้งแต่ก่อตั้งพรรคแล้วว่า จะไม่สนับสนุนบุคคลที่ไม่ได้รับเลือกจากประชาชนให้เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะเป็นการสืบทอดอำนาจเผด็จการ จริงหรือไม่

……..๓.หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตไม่ว่า นายควง อภัยวงศ์ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายถนัด คอมันตร์ นายพิชัย รัตตกุล และท่านชวน หลีกภัย แต่ละท่านต่างก็เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติสังคมส่วนรวมและความสงบสุขประชาชนมากกว่าประโยชน์และความอยากส่วนตน ใช่หรือไม่


แสดงความคิดเห็น

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

การเมือง

‘พี่ศรี’ จัดหนักอีกรอบลุยร้อง ‘กกต.’ สอย 2 ส.ว.

สมาชิกวุฒิสภาที่มีข้อสงสัยว่า อาจจะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม

เผยแพร่

วันที่

โดย

นายศรีสุวรรณ จรรยา
นายศรีสุวรรณ จรรยา

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า วันนี้ (21 พ.ค.) เวลา 10.00 น. สมาคมฯจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อ กกต. ให้ดำเนินการไต่สวน สอบสวนและวินิจฉัย 2 สมาชิกวุฒิสภา ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากมีข้อสงสัยว่า อาจจะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม อันอาจเข้าข่าย มาตรา 111(4) ประกอบ มาตรา 108 ข.ลักษณะต้องห้าม (1) มาตรา 98 (8) (10) แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบมาตรา 14 (10) (12) ของพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 และข้อ 3 และข้อ 52(10) (12) ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา 2561

สมาชิกวุฒิสภาที่มีข้อสงสัยว่า อาจจะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม รายแรก คือ ลำดับที่ 146 ซึ่งบุคคลดังกล่าว เคยกระทำผิดวินัยฐานกระทำการอันได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติชั่วตามมาตรา 98 แห่งพรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2535 กระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่ง “ไล่ออกจากราชการ” และต่อมาอัยการได้มีการนำคดีขึ้นฟ้องต่อศาลยุติธรรม ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 192/2559 และศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่1435/2559 มีคำสั่งจำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี แม้จะมีการอ้างว่า ได้รับการล้างมลทินตามพรบ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา 2550 แล้ว แต่กฤษฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่า ไม่ได้รับประโยชน์จากการล้างมลทินดังกล่าว

รายที่สอง คือ ลำดับที่ 197 เคยถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาร่วมกันกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เกี่ยวกับการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างที่ดิน โดยศาลนครปฐมได้มีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ 1212/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 1611/2557 โดยบุคคลดังกล่าวได้ให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา ศาลจึงลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน และปรับ 13,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษเอาไว้ มีกำหนด 3 ปี ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว

การกระทำของ 2 สมาชิกวุฒิสภาดังกล่าว อาจเข้าข่ายการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อ กกต. หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย ซึ่งหาก กกต.พบว่า คุณสมบัติมีลักษณะต้องห้ามจริง ก็จะต้องเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ออกจากตำแหน่ง พร้อมดำเนินการลงโทษหรือเอาผิดตาม มาตรา 74 และมาตรา 75 ของพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 ต่อไป


 

อ่านต่อ

ยอดนิยม

error: