ติดต่อกับเรา
กองบังคับการปราบปราม กองบังคับการปราบปราม

กระบวนการยุติธรรม

กองปราบ​ฯ​ เปิด​ “ยุทธการ​กวาดลานวัด” ล้างบางผู้ต้องหาหัวใสแฝงตัวบวชพระหนีคดี

ตามแผน “ยุทธการกวาดลานวัด” โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดได้จำนวน 18 คน แยกเป็นประเภทความผิด 4 กลุ่ม

กองบังคับการปราบปราม

เผยแพร่

วันที่

ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) : พลตำรวจ​ตรี​ จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการ​กอง​ปราบปราม​ (ผบก.ป.)​ พร้อมด้วย พัน​ตำรวจ​เอก​ อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผู้กำกับ​การ​ 2​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (ผกก.2 บก.ป.),พัน​ตำรวจ​เอก​ บุญลือ ผดุงถิ่น ผู้​กำกับการ​ 3​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (ผกก.3 บก.ป.), พัน​ตำรวจ​เอก​ วิจักขณ์ ตารมย์ รัก​ษาราชการ​แทน​ ผู้กำกับ​การ​สนับสนุน​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (รรท.ผกก.สนับสนุน บก.ป.)​ และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (บก.ป.)​

ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับที่บวชพระภิกษุตามวัดต่างๆทั้งในพื้นที่ กทม.และต่างจังหวัด​ ตามแผน “ยุทธการกวาดลานวัด” โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดได้จำนวน 18 คน แยกเป็นประเภทความผิด 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 คดีความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย และเพศ จำนวน 4 ราย กลุ่มที่ 2 คดีเกี่ยวกับทรัพย์ จำนวน 9 ราย กลุ่มที่ 3 คดีความผิดพิเศษ จำนวน 1 ราย กลุ่มที่ 4 คดีความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย จำนวน 4 ราย

สำหรับผู้ต้องหาที่ทางกองปราบฯจับกุมได้นั้นมีคดีที่น่าสนใจจำนวน 3 คดี โดยคดีแรก เจ้าหน้าที่ได้จับกุม นายมนัส ชะบา หรือ พระมนัส สุจิตโต อายุ 44 ปี ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ จ.446/2561 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2561 ข้อหา “กระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้”

ทั้งนี้สืบเนื่องจากต้นปี 2561 นายมนัสฯ ซึ่งขณะนั้นบวชเป็นพระลูกวัดอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ กทม.ได้ก่อเหตุกระทำอนาจารเด็กหญิงวัย 10 ขวบ ซึ่งอาศัยอยู่กับยายในเพิงพักของคนงานก่อสร้างใกล้กับวัด โดยก่อนเกิดเหตุพระมนัสฯ เห็นว่า ที่บ้านพักของ ผู้เสียหายนั้นเปิดเป็นร้านขายของชำ จึงทำทีสั่งของจากร้านแล้วให้ผู้เสียหายนำมาส่งมอบให้ที่กุฏิภายในวัด เมื่อผู้เสียหายมาถึงพระมนัสฯ ก็ได้ใช้กำลังปลุกปล้ำ กอดจูบลูบคลำ ผู้เสียหายจึงพยายามขัดขืนก่อนจะดิ้นหลุดวิ่งหนีเอาตัวรอดออกมาจากกุฏิได้ ก่อนนำเรื่องไปบอกให้กับทางผู้ปกครองทราบ ก่อนจะมีการแจ้งความจนมีการออกหมายจับดังกล่าว ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สืบทราบว่าภายหลังก่อเหตุพระมนัสฯ ได้ไหวตัวทัน ก่อนจะหลบหนีไปจำวัดอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา จึงนำกำลังเข้าทำการจับกุมตัวได้ดังกล่าว

สำหรับคดีน่าสนใจลำดับที่ 2 เจ้าหน้าที่จับกุม นายบุญชู จำปาศรี หรือพระบุญชูฯ อายุ 48 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดระยองที่ จ.29/2557 ลงวันที่ 21 มกราคม 2557 ข้อหา “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น” ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2547 เวลา 15.30 น. นายบุญชู ได้ร่วมกับเพื่อนหญิงอีกจำนวน 1 คน ซึ่งถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ ได้ก่อเหตุใช้ขวดปากฉลามแทงคู่อริรายหนึ่งจนได้รับบาดเจ็บสาหัสที่บริเวณท้อง ก่อนจะแยกย้ายกันหลบหนี ก่อนที่ต่อมาเจ้าหน้าที่จะสามารถติดตามจับกุมหญิงสาวที่ร่วมกันก่อเหตุได้แล้วคงเหลือนายบุญชู ผู้ต้องหารายนี้เพียงคนเดียว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้กระจายกำลังลงพื้นที่สืบหาเบาะแส กระทั่งทราบว่าภายหลังก่อเหตุนายบุญชูได้หลบหนีมาบวชเป็นพระอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ จึงนำกำลังเข้าทำการจับกุมตัวได้ดังกล่าว นอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัติของนายบุญชู ยังพบว่ามีหมายจับในคดีฆ่าผู้อื่น ติดตัวอีก 1 คดี ซึ่งได้หลบหนีคดีดังกล่าวมานานกว่า 15 ปี กระทั่งมาก่อเหตุล่าสุดจนนำมาซึ่งการถูกจับกุมตัวดังกล่าว

และอีกคดีน่าสนใจลำดับที่ 3 เจ้าหน้าที่ได้จับกุม นายก้องชัชพงษ์ สุวรรณพรรค หรือ พระก้องชัชพงษ์ อายุ 35 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงคำที่ 388/2556 ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2556 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” และหมายจับศาลอาญาที่ 636/2558 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2558 ข้อหา “ร่วมกันโฆษณาข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน”

ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปี 2556 ขณะที่นายก้องชัชพงษ์ฯ ยังไม่ได้บวชเป็นพระนั้น ได้มีพฤติการณ์โฆษณาหลอกขายแพคเกจทัวร์ท่องเที่ยวเกาหลีและประเทศต่างๆ จนมีผู้เสียหายหลงเชื่อซื้อทัวร์กับนายก้องชัชพงษ์ฯ เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อถึงกำหนดผู้เสียหายกลับไม่สามารถเดินทางได้ตามที่ตกลงกันไว้ เมื่อถูกทวงถามก็จะพยายามบ่ายเบี่ยงก่อนจะขาดหายการติดต่อไปในที่สุด ผู้เสียหายจึงได้รวมตัวกันเข้าแจ้งความจนมีการออกหมายจับ ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สืบทราบว่าภายหลังก่อเหตุนายก้องชัชพงษ์ ได้หลบหนีคดีมาบวชเป็นพระอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา จึงนำกำลังเข้าทำการจับกุมตัวได้ดังกล่าว

ต่อมาวันนี้ วันพฤหัสบ​ดีที่​ 14 ก.พ.62​ ที่กองบังคับการ​ปราบปราม พัน​ตำรวจ​เอก​ จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการ​กอง​ปราบปราม​ (ผบก.ป.) พร้อมด้วย​ ​พัน​ตำรวจ​เอก​ ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้กำกับ​การ​ 5​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (ผกก.5 บก.ป.)​ และ​ พัน​ตำรวจ​โท​ วิศิษฏ์ ศรียาภัย สารวัตร​กอง​กำ​กับการ​ 5​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (สว.กก.5 บก.ป.)​ จับกุม นายปพนสรรค์ เพ็ชร์พันธุ์ หรือพระครูสังฆรักษ์ปพนสรรค์ กนตธัมโม อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 143/2 หมู่ 4 ต.หัวตะพาน อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ตามหมายจับศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ 821/47 ลง 24 พ.ย.2547 และหมายจับศาลจังหวัดสมุยที่ 93/48 ลง 2 มิ.ย.48 ในข้อหา “ร่วมกันพยายามฆ่า,มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง” จับได้ บริเวณ หน้าวัดรอเจริญ บ้านยอด​ หมู่ 1​ ต.บางปลาม้า​ อ.บางปลาม้า​ จ.สุพรรณบุรี

สืบเนื่องมาจากเมื่อปี พ.ศ. 2547 นาย ปพนสรรค์ฯ กับพรรคพวกก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงคู่อริ ซึ่งเป็นวัยรุ่นต่างหมู่บ้านที่เคยทะเลาะกันมาก่อน ได้รับบาดเจ็บสาหัส ในพื้นที่ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ต่อมาปี พ.ศ.2548 ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นอีกครั้งในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎรธานี ก่อนหลบหนีไปบวชเป็นพระภิกษุภายในวัดรอเจริญ จ.สุพรรณบุรี เป็นระยะเวลานานถึง15 ปี จนได้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามสืบทราบว่า นาย ปพนสรรค์ฯ หนีมากบดานเป็นพระ ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี จนกระทั่ง​จับกุมตัวได้ดังกล่าว

จากการสอบสวน นาย ปพนสรรค์ฯ รับสารภาพในคดีที่ สภ.ท่าศาลา​ ว่า ตนและพวกเคยทะเลาะวิวาทผู้บาดเจ็บมาก่อนหน้านี้ และเมื่อสบโอกาสเจอกัน จึงได้ก่อเหตุดังกล่าวขึ้น แต่ให้การปฏิเสธในคดีที่ สภ.เกาะสมุย ว่าตนไม่รู้เรื่อง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุที่เกิดขึ้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ. ท่าศาลา ดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

โดย พล.ต.ต.จิรภพ กล่าวว่า สำหรับ “ยุทธการกวาดลานวัด” เป็นไปตามนโยบายของ พลตำรวจ​โท​ สุทิน ทรัพย์พ่วง ผู้บัญชาการ​ตำรวจ​สอบ​สวนกลาง​ (ผบช.ก.)​ ที่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯ บูรณการกำลังหน่วยงานต่างๆในสังกัด บช.ก. ตรวจสอบข้อมูลบุคคลที่มีหมายจับทั่วประเทศ ที่ได้หลบหนีคดีด้วยการไปบวชเป็นภิกษุสงฆ์ตามวัดหลายแห่งในหลายจังหวัด

เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ถือเป็นบุคคลที่ทำให้พระพุทธศาสนา เสื่อมหมอง อย่างไรก็ตามจากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดพบว่าส่วนใหญ่ให้การรับสารภาพและยอมรับว่ามีจุดประสงค์ที่จะบวชพระเพื่อหนีคดีทั้งสิ้น โดยต่อจากนี้ จะมีการขยายผล ตรวจหาหมายจับค้างเก่าของคนร้ายบางส่วนเพิ่มเติมว่ามีหรือไม่ พร้อมส่งตัวกลับไปดำเนินคดีในท้องที่เจ้าของคดี

พ.ต.อ.จิรภพ​ฯ กล่าวต่อว่า​ ขอฝากประชาสัมพันธ์ไปยังวัด หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบวชในด้านต่างๆ ให้ช่วยกันตรวจสอบประวัติของผู้ที่จะเข้ารับการบวชว่าเคยมีประวัติต้องคดีทางอาญาใดหรือไม่ หากพบข้อมูลสามารถแจ้งเบาะแสให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้ทันที

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยมพึ่ง


 

แสดงความคิดเห็น

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

กระบวนการยุติธรรม

ผช.ผบ.ตร. เป็นประธานพิธีเปิดการอบรมการใช้งานระบบเชื่อมโยงข้อมูลหมายจับอิเล็กทรอนิกส์

ระหว่างศาลยุติธรรมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระยะที่ 3

เผยแพร่

วันที่

โดย

ข่าว​บช.น.
ข่าว​บช.น.

ณ ห้องประชุมใหญ่ บช.น.​ พล​ตำรวจ​โท​ ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผู้ช่วยผู้บัญชาการ​ตำรวจ​แห่งชาติ​ (ผช.ผบ.ตร.)​ เป็นประธานพิธีเปิดการอบรมการใช้งานระบบเชื่อม โยงข้อมูลหมายจับอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างศาลยุติธรรมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระยะที่ 3 โดยมีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 231 นาย รุ่นที่ 1 วันที่ 18 เม.ย.62 รุ่นที่ 2 วันที่ 19 เม.ย.62 เพื่ออบรมข้าราชการตำรวจผู้ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับ การบันทึกและสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับหมายจับ เจ้าหน้าที่ผู้เข้ารับการอบรมประกอบด้วย หัวหน้างานสอบสวน,พนักงานสอบสวน และเสมียนคดี ทุก สน.โดยมี พลตำรวจ​ตรี​ ธีรศักดิ์ สุริวงศ์ รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (รอง​ผบช.น.),พัน​ตำรวจ​เอก​ อภิสัณห์ หว้าจีน รองผู้บังคับการ​อำนวยการ​กอง​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (รอง​ผบก.อก.บช.น.)​ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี

Cr.ทีมงานประชาสัมพันธ์ บช.น.


 

อ่านต่อ

ยอดนิยม

error: