ติดต่อกับเรา
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

การเมือง

หมอสุภัทร เปิดปม นโยบายมารดาประชารัฐ

รัฐสวัสดิการคือนโยบายที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรม เน้นช่วยคนลำบากให้สามารถเงยหน้าอ้าปากกับเขาได้

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

เผยแพร่

วันที่

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.โรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ในฐานนะนักเคลื่อนไหวทางสังคม ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” ระบุว่า ประชานิยม หรือ รัฐสวัสดิการ กรณีมารดาประชารัฐ-เกิดปั๊ปรับแสน

นโยบายสุดอลังของสองพรรค มารดาประชารัฐที่พรรคพลังประชารัฐเสนอให้เด็กเกิดใหม่ทุกคนแบ่งจ่ายรับเงิน 181,000 บาทจนเด็กอายุ 6 ปี เกทับนโยบายเกิดปั๊ปรับแสนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้เด็กเกิดใหม่ทุกคนแบ่งจ่ายรับเงิน 100,000 บาทจนเด็กอายุ 8 ปี

ทั้งสองพรรคบอกว่า นี่ไม่ใช่นโยบายประชานิยมแต่คือรัฐสวัสดิการ เด็กเกิดใหม่และ 700,000 คน นโยบายมารดาประชารัฐจึงเท่ากับผูกพันงบปีละ 126,700 ล้านบาท ส่วนเกิดปั๊ปรับแสนก็ผูกพันงบปีละ 70,000 ล้านบาท นี่ถ้านาน 4 ปีก็ต้องจ่าย 4 เท่า แน่นอนว่าจะมีการแบ่งจ่ายก็เถอะ แต่ก็ต้องจ่ายจนครบเพราะนโยบายก็คือพันธะสัญญาของรัฐแล้ว ในทางวิชาการจึงมีความน่าสนใจทางวิชาการว่า นโยบายแจกแหลกแบบนี้ คือประชานิยมหรือรัฐสวัสดิการ

ประชานิยมคือนโยบายที่เน้นแจกเงินแจกของให้ประชาชนนิยม ผลลัพธ์ ประสิทธิภาพ ความยั่งยืนเอาไว้ทีหลัง ประชานิยมมักเน้นไปที่จ่ายเท่าๆกันทุกคน รวยจนไม่เกี่ยวให้เท่าๆกัน เพราะมุ่งหวังได้เสียงความนิยมจากทุกคน

รัฐสวัสดิการคือนโยบายที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรม เน้นช่วยคนลำบากให้สามารถเงยหน้าอ้าปากกับเขาได้ เน้นการสร้างระบบไม่ใช่เน้นแจกเงิน มีการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ตัวอย่างที่ดีมากของรัฐสวัสดิการก็คือนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คนไทยมีสิทธิรักษาพยาบาลไม่ต้องขายนาขายสวนมารักษาตัว

มารดาประชารัฐกับเกิดปั๊ปรับแสน มุ่งจ่ายเงินเข้ากระเป๋า จ่ายปุ๊ปประชาชนนิยมทันที ส่วนคุณภาพชีวิตเด็กน้อยจะดีขึ้นจริงหรือไม่ไม่อาจคาดเดา นี่จึงเป็นนโยบายประชานิยมไม่ใช่รัฐสวัสดิการ

พรรคการเมืองมีสิทธิในการเสนอนโยบาย จะดีจะร้ายเราก็ยังได้ตรวจสอบ ดีกว่ารัฐเผด็จการยกมือสามวาระรวดแน่ๆ ส่วนประชาชนอย่างเราก็มีหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์และกระแนะกระแหนครับ พลังแห่งการนินทาและวิจารณ์นี่แหละครับ คืออำนาจที่แท้จริงของประชาชน

ประชานิยม หรือ รัฐสวัสดิการ กรณีมารดาประชารัฐ-เกิดปั๊ปรับแสนนโยบายสุดอลังของสองพรรค …

Posted by นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ on Wednesday, 13 February 2019


 

การเมือง

ชูชาติ เตือน ธนาธร เข้าข่ายผิดกม.เลือกตั้งส.ส.- เพิกถอนสิทธิลต.20ปี

กรณีที่พรรคอนาคตใหม่ลงประวัติของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค

เผยแพร่

วันที่

โดย

นายชูชาติ ศรีแสง
นายชูชาติ ศรีแสง

นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ระบุว่า Chuchart Srisaeng โดยมีเนื้อหาดังนี้

…..พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑

…..มาตรา ๗๓ บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนน ไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
……….(๑)
……….(๒)
……….(๓)
……….(๔)
……….(๕) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

…..กรณีที่พรรคอนาคตใหม่ลงประวัติของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ในเวปเพจของพรรคว่า นายธนาธรเคยดำรงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ๒ สมัย ในช่วงปี ๒๕๕๑ ถึง ๒๕๕๔ เพื่อต้องการให้คนทั่วไปทราบว่า นายธนาธรเป็นมีความรู้ความสามารถมากเป็นพิเศษ เพราะได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวตั้งแต่อายุ ๓๐ ปีเศษเท่านั้นเอง ซึ่งยังไม่มีใครได้ดำรงตำแหน่งนี้ในขณะอายุ ๓๐ ปีเศษเลย

…..แต่ปรากฎว่าข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ ความจริงคือนายธนาธรไม่เคยดำรงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเลย

…..ดังนั้นการลงข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวในเวปเพจของพรรคอนาคตใหม่ จึงเป็นการหลอกลวงและจูงใจให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดในคะแนนนิยมของนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ จึงเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา ๗๓ (๕)

…..เมื่อเป็นความผิดตามมาตรา ๗๓(๕) ก็มีโทษตามมาตรา ๑๕๙ ที่บัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๗๓ (๓) (๔) หรือ (๕) ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับต้ังแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือท้ังจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนดยี่สิบปี และให้นําความในมาตรา ๑๕๘ วรรคสอง มาใช้บังคับด้วย
…..มาตรา ๑๕๘ วรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้กระทําความผิดตามมาตรา ๗๓ (๑) หรือ (๒) ให้ศาลสั่งจ่ายเงินสินบนนําจับไม่เกินกึ่งหนึ่งจากจํานวนเงินค่าปรับแก่ผู้แจ้งความนําจับ

…..กล่าวโดยสรุปก็คือ การกระทำความผิดตามมาตรา ๗๓ (๕) มีโทษจำคุก ๑ ปี ถึง ๑๐ ปี หรือปรับตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐ บาท ถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด ๒๐ ปี ทั้งให้ศาลสั่งให้ผู้กระทำความผิดจ่ายสินบนนำจับไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับให้แก่ผู้แจ้งความด้วย

…..กรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าวนายธนาธรซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ จะอ้างเจ้าหน้าของพรรคกระทำไปโดยเข้าใจผิดไม่ได้ เพราะข้อความดังกล่าวอยู่ในเวปเพจของพรรคอนาคตใหม่ถึง 5 เดือนเศษ

…..ความผิดดังกล่าวเป็นควมผิดอาญาแผ่นดิน ดังนั้นผู้ใดจะไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจก็สามารถกระทำได้ และมีสิทธิที่จะได้รับสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับที่ศาลสั่งปรับผู้กระทำผิดด้วย ผู้ใดอยากได้สินบนนำจับก็ไปแจ้งความได้เลย.


 

อ่านต่อ

ยอดนิยม

error: