ติดต่อกับเรา
ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์

เศรษฐกิจ-การเงิน

ไทยพาณิชย์ – Google ควงคู่ประกาศพันธมิตรครั้งสำคัญ

หนุนผู้ประกอบการสู้ศึกดิจิทัลเดินหน้าปักหมุดร้านค้าให้เอสเอ็มอีทั่วไทยสู่โลกออนไลน์ ร้านไหนๆ ก็ “หากันจนเจอได้”

ธนาคารไทยพาณิชย์

เผยแพร่

วันที่

ไทยพาณิชย์ และ Google ประกาศความสำเร็จพาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยปักหมุดร้านค้าบน Google Maps และ Search ผนึกพันธมิตรกับ Google My Business เพื่อขับเคลื่อนเอสเอ็มอีไทย นับเป็นธนาคารแรกและธนาคารเดียวของไทยที่ปักหมุดให้ผู้ประกอบการสร้างหน้าร้านบนโลกออนไลน์ได้ทันที อำนวยความสะดวกให้ร้านค้าและลูกค้าได้ “หากันจนเจอ” เพิ่มช่องทางการขายและช่วยผลักดันยอดขายให้เอสเอ็มอีเติบโตแบบก้าวกระโดด ความร่วมมือครั้งนี้เพื่อสร้าง Digital Commerce Ecosystem สนับสนุนผู้ประกอบการให้มีศักยภาพแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล เดินหน้าเชิญชวนเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ปักหมุดร้านค้า Google My Business ได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา

ดร. อารักษ์ สุธีวงศ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ตระหนักว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่ถูกผลักดันโดยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ ธนาคารได้มุ่งมั่นทุ่มเทในการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่ง ทั้งทางเลือกโซลูชั่นทางการเงิน และทีมที่ปรึกษาทางธุรกิจแบบครบวงจร เราทำงานกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อเข้าใจธุรกิจของลูกค้าในแต่ละช่วงอย่างลึกซึ้ง จึงทำให้สามารถตอบสนองความต้องการด้านต่างๆ ของธุรกิจของลูกค้าได้ ขณะที่แผนการดำเนินงานของธนาคารตามยุทธศาสตร์ตีลังกา (Going upside down) คือ การนำเอาเทคโนโลยีมาเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า พร้อมทั้งการสรรหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีเป้าหมายร่วมกันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด โดยเฉพาะพันธมิตรที่เป็นผู้นำทางด้านดิจิทัล ซึ่งทั้งธนาคารไทยพาณิชย์ และ Google ต่างก็มีมุมมองสอดคล้องกัน ด้วยความตั้งใจที่จะผลักดันเอสเอ็มอี

ไทยให้เติบโตต่อเนื่อง และปรับตัวให้ทันต่อภาวะของการเปลี่ยนแปลงในอนาคต อีกทั้งสององค์กร มองเห็นว่าผู้ประกอบการไทยยังใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีไม่มากเท่าที่ควร หากพิจารณาจากสัดส่วนของเอสเอ็มอีไทยที่มีเว็บไซต์นั้น มีเพียง 13% ซึ่งค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปใช้ช่องทางดิจิทัลในสัดส่วนที่สูงมากยิ่งขึ้น จึงมองเห็นโอกาสในการร่วมมือกันเพื่อสร้าง “Digital Commerce Ecosystem” ให้เกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่การเป็นพันธมิตรระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ และ Google ซึ่งเป็นองค์กรที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่จะตอบโจทย์ผู้ประกอบการไทย ในการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ ซึ่งได้เริ่มทำงานร่วมกันตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ด้วยการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเอสเอ็มอีปักหมุดร้านค้าบน Google My Business ได้ที่สาขาของธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ ทำให้สามารถขึ้นหน้าร้านออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียง 30 นาที ซึ่งไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน ทำให้เพิ่มโอกาสการขายให้แก่ร้านค้าเนื่องจากลูกค้าสามารถค้นหาข้อมูลร้านค้าได้ทันทีบนแพลตฟอร์ม Google Search พร้อมทั้งใช้ Google Maps นำทางไปยังร้านค้าได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

นายไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย กล่าวว่า “ทุกวันนี้ ลูกค้าค้นหาร้านค้าบนโลกออนไลน์ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเริ่มเล็งเห็นความสำคัญของการทำให้ลูกค้ารู้จักและหาเจอบนโลกออนไลน์ เราเชื่อว่า Google My Business จะมาตอบโจทย์ตรงนี้ เพราะเป็นบริการฟรีที่จะช่วยให้ร้านค้าของเอสเอ็มอี ขึ้นมาบน Google Search และ Maps สามารถใส่ข้อมูลธุรกิจ เวลาเปิดปิด โพสต์สินค้า และสามารถใช้ Google Maps นำทางไปถึงสถานที่ตั้งร้านค้าได้อย่างแม่นยำ ทำให้ลูกค้าค้นหาร้านได้ง่ายขึ้น Google ดีใจที่ไทยพาณิชย์เล็งเห็นถึงความสำคัญตรงนี้ และได้ทำงานร่วมกับเรา ในการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มใช้ Google My Business ได้ง่ายๆ”

ธนาคารไทยพาณิชย์

นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ “ความร่วมมือในครั้งนี้ ช่วยตอกย้ำเป้าหมายในการเสริมศักยภาพของเอสเอ็มอีไทยในทุกมิติ เปรียบเสมือนการติดอาวุธในการทำธุรกิจในยุคดิจิทัลให้กับเอสเอ็มอี เพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าและยอดขายให้แก่ร้านค้าได้ โดยธนาคารใช้จุดแข็งทางด้านเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งทำให้เรารู้จักลูกค้าในพื้นที่ รวมทั้งการให้พนักงานออกไปแนะนำ Google My Business แก่ร้านค้า ทำให้ธนาคารสามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ที่ต้องการเพิ่มช่องทางการทำธุรกิจ ด้วยการปักหมุดบน Google My Business ทำให้มีลูกค้าจำนวนมากเข้ามาติดต่อที่สาขาเพื่อขอรับบริการ ทั้งยังนำไปสู่การต่อยอดธุรกิจกับธนาคารเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันได้ดำเนินการทะลุเป้าหมายเริ่มแรกด้วยการปักหมุดให้แก่ลูกค้าไปแล้วกว่า 100,000 ร้านค้า ทั้งนี้ ธนาคารขอเชิญชวนเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วประเทศให้มาปักหมุด ร้านบน Google My Business ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา สร้างหน้าร้านออนไลน์ได้ทันที ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย”

สำหรับร้านค้าหรือธุรกิจที่สนใจปักหมุดร้านบน Google My Business เพื่อให้ลูกค้าค้นหาร้านเจอได้ง่ายๆ เพียงมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารไทยพาณิชย์ สามารถนำบัตรประชาชนและเอกสารยืนยันที่อยู่ธุรกิจไปติดต่อขอรับบริการปักหมุดร้านได้ที่เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ธุรกิจ เอสเอ็มอี หรือเจ้าหน้าที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://scbsme.scb.co.th นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถสมัครระบบ QR CODE เครื่องรูดบัตร edc และโซลูชั่นต่างๆ อีกมากมาย เพื่อเพิ่มโอกาสและต่อยอดธุรกิจให้ค้าขายได้ดียิ่งขึ้น


 

แสดงความคิดเห็น

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

เศรษฐกิจ-การเงิน

กรุงศรีรายงานกำไรสุทธิสูงสุดจำนวน 12.7 พันล้านบาทในไตรมาส 1/2562

ด้วยกำไรสุทธิรายไตรมาสสูงสุดจำนวน 12.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 104.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

เผยแพร่

วันที่

โดย

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) รายงานผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1/2562 ด้วยกำไรสุทธิรายไตรมาสสูงสุดจำนวน 12.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 104.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยซึ่งเพิ่มขึ้น 95.6% จากการบันทึกกำไรจากการขายหุ้น 50% ในบริษัท เงินติดล้อ จำกัด ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นแสดงถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งของกรุงศรีและการบริหารพอร์ตสินเชื่อที่สมดุล รวมทั้งการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปผลประกอบการและฐานะการเงินที่สำคัญในไตรมาส 1/2562

· กำไรสุทธิ: จำนวน 12.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 104.9% จากไตรมาส 1/2561 และเพิ่มขึ้น 108.5% จากไตรมาส 4/2561 หากไม่รวมกำไรจากการขายเงินติดล้อและค่าใช้จ่ายการชดเชยเกษียณอายุตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ กำไรสุทธิอยู่ที่ 6.9 พันล้านบาท ซึ่งเป็นกำไรสุทธิราย ไตรมาสที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้น 11.5% จากไตรมาส 1/2561 และเพิ่มขึ้น 13.4% จากไตรมาส 4/2561

· เงินให้สินเชื่อ: เพิ่มขึ้น 2.3% คิดเป็นจำนวน 37.7 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2561 โดยมีการเติบโตจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

· เงินรับฝาก: เพิ่มขึ้น 2.7% หรือจำนวน 39 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2561

· ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM): อยู่ที่ 3.79% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 3.67% ในไตรมาส 1/2561

· รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย: เพิ่มขึ้น 95.6% จากไตรมาส 1/2561 ปัจจัยหลักมาจากการบันทึกกำไรจำนวน 8.6 พันล้านบาทจากการขายหุ้น 50% ในบริษัท เงินติดล้อ จำกัด ให้กับพันธมิตรเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ของกรุงศรี

· อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้: อยู่ที่ 38.7% ปรับตัวดีขึ้นจาก 46.1% ในไตรมาส 1/2561

· สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs): อยู่ที่ระดับ 1.99% ปรับตัวดีขึ้นจาก 2.08% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2561

· อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้: ปรับตัวดีขึ้นมาที่ 165.7% จาก 160.8% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2561

· อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง: อยู่ที่ 14.91%

นายโนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธนาคารมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1/2562 ด้วยกำไรสุทธิรายไตรมาส สูงสุดที่ 12.7 พันล้านบาท เติบโตมากกว่าเท่าตัวจากไตรมาส 1/2561 โดยมีปัจจัยหนุนจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ภายหลังการบันทึกกำไรหลังหักภาษีจำนวน 6.7 พันล้านบาทจากการขายหุ้นในบริษัทเงินติดล้อให้กับพันธมิตร ถ้าหากไม่รวมกำไรจากการขายเงินติดล้อและค่าใช้จ่ายการชดเชยเกษียณอายุตามกฏหมายแรงงานฉบับใหม่ กรุงศรียังคงมีกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6.9 พันล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.5% จากไตรมาส 1/2561

ในด้านการดำเนินงาน ธนาคารมีการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ 2.3% และเงินรับฝากเพิ่มขึ้น 2.7% พร้อมทั้งการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้แสดงถึงความแข็งแกร่งโดยรวมของธนาคารและความสามารถในการบริหารพอร์ตที่สมดุล นอกจากนี้คุณภาพของสินทรัพย์ยังคงปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ที่ 1.99% เทียบกับระดับ 2.08% ณ สิ้นปี 2561”

สำหรับแนวโน้มธุรกิจในปี 2562 นายโกโตะกล่าวว่า “จากการที่เศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่การชะลอตัวตาม วัฏจักร ธนาคารยังคงระมัดระวังปัจจัยต่างประเทศและผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทย แม้ว่าการใช้จ่ายภาครัฐชะลอตัวลงและอุปสงค์ต่างประเทศลดลง ธนาคารยังมีมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวังโดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตที่ 3.8% สำหรับแนวโน้มต่อไป ธนาคารคาดว่าการใช้จ่ายในประเทศจะฟื้นตัวขึ้นจากปัจจัยด้านรายได้ที่ปรับตัวดีขึ้นและมาตรการด้านงบประมาณที่แข็งแกร่งขึ้น รวมทั้งการเร่งเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น ธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ 6-8% สำหรับปีนี้ โดยยังคงมุ่งเน้นด้านการเสริมความแข็งแกร่งของดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน”

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2562 กรุงศรีซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าของไทยและเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) มีสินเชื่อรวม 1.71 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.47 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.24 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 229.8

พันล้านบาท หรือเทียบเท่า 14.91% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นของเจ้าของคิดเป็น 11.39%


 

อ่านต่อ

ยอดนิยม

error: