ติดต่อกับเรา
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล

กระบวนการยุติธรรม

‘สาวไทย’ ในออสเตรเลีย ลวงคนไทยในเมลเบิร์นเล่นแชร์ สูญร่วม 30 ล้าน

ยังมีผู้ร่วมขบวนการ อีกหลายคน ที่ชักชวนผู้สนใจ ให้ร่วมลงทุนกับ ท้าวแชร์รายนี้ประมาณกว่า 100 คน

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล

เผยแพร่

วันที่

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ผู้สื่อข่าวไทยแทบลอยด์ รายงานว่า ผู้เสียหายซึ่งเป็นคนไทยในประเทศออสเตรเลีย เดินทางเข้ายื่นหนังสือ ถึง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ผ่านศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ศปอส.ตร. เพื่อให้ดำเนินคดีกับท้าวแชร์คนไทยที่หลอกลวงให้ลงทุน จนมีเหยื่อกว่า 100 คน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท

นางสาวหนูนา (นามสมมติ) ผู้เสียหาย รายหนึ่ง ที่เป็นหญิงไทย และขณะนี้พักอาศัยอยู่ในเมืองเมลเบิร์น ประเทศ ออสเตรเลีย เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ผ่านศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ศปอส.ตร. เพื่อให้ดำเนินคดีกับท้าวแชร์คนไทยที่หลอกลวงให้ลงทุน จนมีเหยื่อกว่า 100 คน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท

ด้าน นส.หนูนา เปิดเผยว่า คนเองถูกคนไทยด้วยกัน ซึ่งรู้จักกันผ่านหน้าเพจเฟซบุ๊ค ตามกลุ่มสาธารณะ ในประเทศออสเตรเลีย หลอกให้เล่นแชร์ โดยอ้างว่า จะได้ค่าตอบแทนสูง จนทำให้ตนและสามีหลงเชื่อ กู้เงินจากหลายส่วนมาลงทุน แต่สุดท้ายต้องสูญเงิน กว่า 500,000 บาทไทย เนื่องจากหญิงสาวคนดังกล่าวได้หลบหนี กลับมายังประเทศไทย และไม่สามารถติดต่อได้ อีกทั้งยังมีการข่มขู่จะฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาท หากตนเองนำเรื่องไปโพสต์บนโซเชียล

สำหรับผู้ที่เป็นท้าวแชร์นั้น นส.หนูนา เปิดเผยว่า เป็นสาวไทยอายุเพียง 27 ปี ที่อ้างว่า ทำธุรกิจอยู่ในเมืองซีดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยนอกจากนี้ ยังมีผู้ร่วมขบวนการ อีกหลายคน ที่ชักชวนผู้สนใจ ให้ร่วมลงทุนกับ ท้าวแชร์รายนี้ประมาณกว่า 100 คน ทำให้มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 30 ล้านบาท


 

แสดงความคิดเห็น

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

กระบวนการยุติธรรม

‘ผู้ช่วยฯรอย’ นั่งหัวโต๊ะประชุมถกจัดระบบใบสั่งจราจรฯซ้อน

‘เอกรักษ์’แม่งานหวังลดอุบัติเหตุ

เผยแพร่

วันที่

พลตำรวจโท รอย อิงคไพโรจน์
พลตำรวจโท รอย อิงคไพโรจน์

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พลตำรวจโท รอย อิงคไพโรจน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นและใช้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจร กรณีผู้กระทำผิดซ้ำ ตามโครงการพัฒนาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ในระยะที่ 4 ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพได้สนับสนุนให้กองบัญชาการศึกษา สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกระทำผิดกฎจราจรโดยใช้ระบบ ptm หรือ police ticket management มาใช้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาโดยระบบนี้จะรวบรวมข้อมูลการกระทำความผิดต่างๆไว้และนำมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการลดอุบัติเหตุ โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลในเบื้องต้นพบว่า ในปี 2561 พบมีการกระทำผิดกฎจราจรและออกใบสั่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึง 3 ล้านสองแสนกว่าครั้ง คิดเป็น 39 เปอร์เซ็นต์ โดยยอดรวมของปี 2560 มีการออกใบสั่ง 8 ล้าน 4 แสนกว่าครั้ง แต่ในปี 2561 มีการออกใบสั่ง 11 ล้าน 7 แสนกว่าครั้ง

จากการศึกษายังพบอีกว่า มีคนไทยที่มีใบสั่งซ้อนสูงสุด 144 ใบใน 1 ปี ซึ่งรถคันดังกล่าวเป็นรถขนส่งของภาคเอกชน ที่วิ่งขนส่งของทั่วประเทศแต่ถูกกล้องตรวจจับการกระทำความผิดอัตโนมัติ ในข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และรถบรรทุกไม่ขับชิดขอบทางด้านซ้าย และมีผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับโดนจับซ้ำรวมกว่า 1,507 ราย ภายในรอบ 4 ปี

ด้านพลตำรวจตรีเอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาการจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยว่า จากผลวิจัยดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าปัญหาใบสั่งซ้ำซ้อนเกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายเดิมไม่สามารถบังคับใช้ได้กับทุกคน และไม่ทำให้เกิดความหวาดกลัวในการลงโทษ จนกระทำผิดซ้ำ ทั้งนี้เชื่อว่าหลังพระราชบัญญัติจราจรทางบกฉบับใหม่ บังคับใช้จะสามารถนำระบบตัดแต้มมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ผู้ขับขี่เกิดความระมัดระวังในการขับรถไม่ให้ผิดกฎจราจร จนเกิดใบสั่งซ้ำซ้อนแบบที่ผ่านมา โดยในอดีตการใช้ระบบการตัดแต้มไม่สามารถใช้งานได้จริงเนื่องจากใบขับขี่เป็นแบบกระดาษและฐานข้อมูลของตำรวจและกรมการขนส่งทางบกไม่ได้เชื่อมโยงถึงกัน แต่กฎหมายใหม่บังคับให้ 2 หน่วยงานต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูล ทำให้ระบบการตัดแต้มมีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้จริง

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาแนวทางการชำระใบสั่งที่ซ้ำซ้อนหลายใบในแบบเหมาจ่ายหรือลดราคา ในเรื่องดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถพิจารณาปรับลดเองได้ ต้องนำเรื่องเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาลพิจารณา

ส่วนข้อมูลการศึกษาที่พบว่ามีคนเมาแล้วขับซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเกิดจากตัวผู้ขับขี่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนเกิดจากกฎหมายมีบทลงโทษที่ไม่รุนแรง ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ไม่เกรงกลัวกฎหมายและฝ่าฝืน ซึ่งในที่ประชุมอยู่ระหว่างการพิจารณานำปัญหาดังกล่าวหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขบทลงโทษในข้อหาเมาแล้วขับให้หนักขึ้น เหมือนอย่างในประเทศญี่ปุ่นที่มีการลงโทษผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่นั่งมาด้วย ในข้อหาสนับสนุนให้กระทำความผิด ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง


 

อ่านต่อ

ยอดนิยม

error: