ติดต่อกับเรา
พล​ตำรวจ​ตรี​ ดาวลอย เหมือนเดช พล​ตำรวจ​ตรี​ ดาวลอย เหมือนเดช

กระบวนการยุติธรรม

กก.สส.บก.น.1 จับกุมยาไอซ์ 8 กก.และ ยาบ้า 6,000 เม็ด

ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมผู้ต้องหา​ร่วมกันค้ายาเสพติด​พร้อมด้วยของกลาง​ ยาไอซ์ หนักประมาณ 8 กิโลกรัม และยาบ้าจำนวน 6,000 เม็ด

พล​ตำรวจ​ตรี​ ดาวลอย เหมือนเดช

เผยแพร่

วันที่

ณ ลานแถลงข่าว ชั้น 1​ พล​ตำรวจ​ตรี​ ดาวลอย เหมือนเดช​ รอง​ผู้บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (รอง​ผบช.น.)​ พร้อมด้วย​ พลตำรวจ​ตรี​ ดร.เสนิตสำราญสำรวจกิจ ผบก.น.1,พัน​ตำรวจ​เอก​ นครินทร์ สุคนธวิท รองผู้บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 1​ (รองผบก.น.1),พัน​ตำรวจ​เอก​ ชัยพล เอกกุล​ ผู้กำกับ​การ​ กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผกก.สส.บก.น.1),พัน​ตำรวจ​โท​ พีรธรรม คำจร,พัน​ตำรวจ​โท​ กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี,พัน​ตำรวจ​โท​ ธัชพงศ์ วงศ์พัฒนานิวาศ รองผู้กำกับ​การสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (รอง​ผกก.สส.บก.น.1),​พัน​ตำรวจ​ตรี​ กฤษฎา นาคประสิทธิ์ สารวัตรกอง​กำกับการ​สืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (สว.กก.สส.บก.น.1),​ร้อยตำรวจ​เอก​ เอกยุทธ อดิสร,ร้อยตำรวจ​เอก​ วุฒิไกร เหล่าหา,ร้อยตำรวจ​เอก​ ศุภชัย สงวนสิทธิ์ รองสารวัตร​กองกำกับการ​สืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (รองสว.กก.สส.บก.น.1),ดาบตำรวจ​ ปรีชา อิ่นมะโน,ดาบตำรวจ​ ชัยทัศน์ ทิพรักษ์,ดาบตำรวจ​ ธวัชชัย ทองโตนด,สิบตำรวจ​เอก​ อิทธิพล กลางสุพรรณ และสิบตำรวจ​โท​ วีระชัย อ่อนสะอาด ผู้บังคับหมู่​ กองกำกับการ​สืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบ.หมู่ กก.สส.บก.น.1)​

เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป้องกัน​ปราบปราม​ยาเสพติด​ กรุงเทพ​มหานคร​ (สนง.ปปส.กทม.)​ นำโดยนายชวภัทร อินทร์บำรุง นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ เจ้าพนักงาน ป.ป.ส.563430,นายเลปกร ศิริมังกร นักสืบสวนสอบสวนปฏิบัติการ เจ้าพนักงาน ป.ป.ส.563429,นายอาคม หนูวงศ์ นักสืบสวนสอบสวนปฏิบัติการ เจ้าพนักงาน ป.ป.ส.610485,นายกิตติคุณ จิรกิตติกุล นักสืบสวนสอบสวนปฏิบัติการ เจ้าพนักงาน ป.ป.ส.611787 และนายธราธิป ไกรดิษฐ์ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผนปปส.กทม.

พล​ตำรวจ​ตรี​ ดาวลอย เหมือนเดช

ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมผู้ต้องหา​ร่วมกันค้ายาเสพติด​พร้อมด้วยของกลาง​ ยาไอซ์ หนักประมาณ 8 กิโลกรัม และยาบ้าจำนวน 6,000 เม็ด​ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหา​บริเวณหน้าโลตัสเอ็กเพรส ภายในซอยรามอินทรา 117 แขวงและเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร​ ต่อเนื่องภายในห้องนอนชั้น 2 ของบ้านเลขที่ 9/90 หมู่บ้าน Bless Ville ซอยรามอินทรา 117​ แขวงบางชัน เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร

พล.ต.ต.ดร.เสนิตฯ​ กล่าวว่า​ ผลงานในการจับกุมครั้งนี้​ ได้มีสายลับ มาให้ข้อมูลว่าที่บริเวณซอยรามอินทรา 117 แขวงและ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร มักมีการส่งมอบยาเสพติดกันอยู่เป็นประจำ โดยได้ให้ข้อมูลว่าจะมีรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น Freed สีขาว หมายเลขทะเบียน ฎต 4471 กทม มาส่งยาเสพติดภายในซอยดังกล่าวเป็นประจำ

ต่อมาเวลาประมาณ 02.30 น.ของวันที่ 7 มกราคม 2562 ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้วางแผนเฝ้าสังเกตุการณ์อยู่ภายในซอยดังกล่าวตามที่ได้รับข้อมูลมา พบมีผู้ขับขี่รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น Freed สีขาว หมายเลขทะเบียน ฎต 4471 กทม. อยู่ภายในซอยรามอินทรา 117 ซึ่งตรงตามที่สายลับได้ข้อมูลไว้ เมื่อรถยนต์คันดังกล่าวขับขี่มาบริเวณใกล้กับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าสังเกตุการณ์อยู่

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมพบนาย C ซึ่งอยู่ภายในรถยนต์คันดังกล่าวเปิดประตูรถฝั่งด้านข้างคนขับแล้วลงจากรถยนต์มาวางสิ่งของบางอย่างที่ห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกสีดำไว้ข้างเสาไฟฟ้าสาธารณะใกล้กับโลตัสเอ็กเพรสภายในซอยดังกล่าวแล้วรีบขึ้นรถยนต์ปิดประตู มีลักษณะท่าทางมีพิรุธต้องสงสัย เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอหยุดรถเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่เมื่อผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงออกรถด้วยความรวดเร็วเพื่อหลบหนีทำให้เกิดการเฉี่ยวชนกับรถเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พล​ตำรวจ​ตรี​ ดาวลอย เหมือนเดช

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถหยุดรถไว้ได้ พบนายA และนายB ส่วนนายC สามารถหลบหนีไปได้ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พานายA และนายB ไปตรวจสอบสิ่งของต้องสงสัยที่ห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกสีดำ ผลการตรวจสอบ พบยาไอซ์ น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม​ สอบถามนายA และนายB ยอมรับว่ายาเสพติดดังกล่าวเป็นของนายE ซึ่งเป็นผู้สั่งการให้นำยาเสพติดไปส่งมอบให้กับลูกค้าที่สั่งซื้อ โดยได้รับค่าจ้างคนละ 30,000 บาท ต่อเดือน และยังรับว่าที่บ้านเลขที่ 9/90 หมู่บ้าน Bless Ville ซอยรามอินทรา 117 แขวงบางชัน เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งนายA, นายB และนายC พักอาศัยอยู่นั้นยังมียาเสพติดเก็บไว้ภายในห้องพักชั้น 2 จำนวนมาก เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้นำตัวนายA และนายB ไปตรวจค้น โดยผลการตรวจค้นพบไอซ์ น้ำหนักประมาณ 7 กิโลกรัม,ยาบ้า จำนวน 6,000 เม็ด และเครื่องชั่งดิจิตอลจำนวน​ 1เครื่อง

สอบถามนายA และนายB รับว่านายD จะเป็นผู้นำมาเก็บไว้ภายในห้องพักดังกล่าวแล้วจึงให้ตนกับพวกเก็บรักษาไว้ จากนั้นนายE จะเป็นผู้สั่งการให้นำยาเสพติดไปวางตามสถานที่ที่นายE สั่งการ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ขยายผล เข้าตรวจค้นบ้านพักของนาย E ซึ่งได้อาศัยอยู่กับ น.ส.H แฟนสาว พบเคตามีน น้ำหนักประมาณ 3.8 กรัม และสามารถตรวจยึดทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ได้แก่ รถยนต์ จำนวน 3 คัน,รถจักรยานยนต์ vespa จำนวน 1 คัน,ทองรูปพรรณ และนาฬิกา Rolex รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 10 ล้านบาท

โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า,ยาไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” และนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด​ พร้อมด้วยของกลางส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Cr.ทีมงานประชาสัมพันธ์ บช.น.


 

แสดงความคิดเห็น

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

กระบวนการยุติธรรม

‘ผู้ช่วยฯรอย’ นั่งหัวโต๊ะประชุมถกจัดระบบใบสั่งจราจรฯซ้อน

‘เอกรักษ์’แม่งานหวังลดอุบัติเหตุ

เผยแพร่

วันที่

พลตำรวจโท รอย อิงคไพโรจน์
พลตำรวจโท รอย อิงคไพโรจน์

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พลตำรวจโท รอย อิงคไพโรจน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นและใช้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจร กรณีผู้กระทำผิดซ้ำ ตามโครงการพัฒนาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ในระยะที่ 4 ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพได้สนับสนุนให้กองบัญชาการศึกษา สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกระทำผิดกฎจราจรโดยใช้ระบบ ptm หรือ police ticket management มาใช้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาโดยระบบนี้จะรวบรวมข้อมูลการกระทำความผิดต่างๆไว้และนำมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการลดอุบัติเหตุ โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลในเบื้องต้นพบว่า ในปี 2561 พบมีการกระทำผิดกฎจราจรและออกใบสั่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึง 3 ล้านสองแสนกว่าครั้ง คิดเป็น 39 เปอร์เซ็นต์ โดยยอดรวมของปี 2560 มีการออกใบสั่ง 8 ล้าน 4 แสนกว่าครั้ง แต่ในปี 2561 มีการออกใบสั่ง 11 ล้าน 7 แสนกว่าครั้ง

จากการศึกษายังพบอีกว่า มีคนไทยที่มีใบสั่งซ้อนสูงสุด 144 ใบใน 1 ปี ซึ่งรถคันดังกล่าวเป็นรถขนส่งของภาคเอกชน ที่วิ่งขนส่งของทั่วประเทศแต่ถูกกล้องตรวจจับการกระทำความผิดอัตโนมัติ ในข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และรถบรรทุกไม่ขับชิดขอบทางด้านซ้าย และมีผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับโดนจับซ้ำรวมกว่า 1,507 ราย ภายในรอบ 4 ปี

ด้านพลตำรวจตรีเอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาการจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยว่า จากผลวิจัยดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าปัญหาใบสั่งซ้ำซ้อนเกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายเดิมไม่สามารถบังคับใช้ได้กับทุกคน และไม่ทำให้เกิดความหวาดกลัวในการลงโทษ จนกระทำผิดซ้ำ ทั้งนี้เชื่อว่าหลังพระราชบัญญัติจราจรทางบกฉบับใหม่ บังคับใช้จะสามารถนำระบบตัดแต้มมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ผู้ขับขี่เกิดความระมัดระวังในการขับรถไม่ให้ผิดกฎจราจร จนเกิดใบสั่งซ้ำซ้อนแบบที่ผ่านมา โดยในอดีตการใช้ระบบการตัดแต้มไม่สามารถใช้งานได้จริงเนื่องจากใบขับขี่เป็นแบบกระดาษและฐานข้อมูลของตำรวจและกรมการขนส่งทางบกไม่ได้เชื่อมโยงถึงกัน แต่กฎหมายใหม่บังคับให้ 2 หน่วยงานต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูล ทำให้ระบบการตัดแต้มมีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้จริง

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาแนวทางการชำระใบสั่งที่ซ้ำซ้อนหลายใบในแบบเหมาจ่ายหรือลดราคา ในเรื่องดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถพิจารณาปรับลดเองได้ ต้องนำเรื่องเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาลพิจารณา

ส่วนข้อมูลการศึกษาที่พบว่ามีคนเมาแล้วขับซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเกิดจากตัวผู้ขับขี่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนเกิดจากกฎหมายมีบทลงโทษที่ไม่รุนแรง ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ไม่เกรงกลัวกฎหมายและฝ่าฝืน ซึ่งในที่ประชุมอยู่ระหว่างการพิจารณานำปัญหาดังกล่าวหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขบทลงโทษในข้อหาเมาแล้วขับให้หนักขึ้น เหมือนอย่างในประเทศญี่ปุ่นที่มีการลงโทษผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่นั่งมาด้วย ในข้อหาสนับสนุนให้กระทำความผิด ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง


 

อ่านต่อ

ยอดนิยม

error: