ติดต่อกับเรา

กระบวนการยุติธรรม

ตำรวจบางยี่ขันลุแก่อำนาจหรือเปล่า

ร้องให้ทางผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตรวจสอบการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา ตำรวจ สน.บางยี่ขัน

นายไพโรจน์ เทศนิยม

เผยแพร่

วันที่

นายไพโรจน์ เทศนิยม นายกสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทยได้ออกมาเรียกร้องให้ทางผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ดำเนินการตรวจสอบการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางยี่ขัน ลุแก่อำนาจไปหรือเปล่า

นายไฟโรจน์ฯ กล่าวว่า จากกรณีที่ นายสาโรจน์ บุณญะเสน อายุ 26 ปี ผู้สื่อข่าว สังกัดเว็ปไชต์ “ข่าวเจาะลึกทันเหตุการณ์ออนไลน์” และเป็นสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวฯ ได้มีปากเสียงกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางยี่ขัน จนกระทั่งถูกควบคุมตัวโดยใช้กำลังบังคับจับกุมใส่กุญแจมือจนเลือดตกยางออกบนโรงพัก

โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 05.00 น.วันที่ 27 ธ.ค.61​ ที่ผ่านมา นายสาโรจน์ฯ ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าคลิก หมายเลขทะเบียน 2​ กพ-6089 กรุงเทพมหานคร ออกมาจากบ้านเพื่อนที่อยู่ในซอยแห่งหนึ่งย่านสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เพื่อที่จะกลับบ้านพักย่านบางแค โดยได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ย้อนศรตรงไปยังแยกพระปิ่นเกล้าฯ

ทันใดนั้นเองได้มี ร้อยตำรวจ​เอก​ ไตรภพ มงคลสุจริตกุล รองสารวัตรจราจร​ สถานีตำรวจ​นครบาล​บางยี่ขัน​ (รองสว.จร.สน.บางยี่ขัน)​ ขับขี่รถจักรยานยนต์ตรวจตราสภาพการจราจรผ่านมาพบเห็นเข้าพอดี จึงขับขี่รถตรงเข้ามาหานายสาโรจน์ฯ พร้อมกับขอตรวจสอบเอกสารการครอบครองรถและใบขับขี่ แต่เผอิญว่านายสาโรจน์ลืมใบขับขี่ไว้ที่บ้านพักในช่วงก่อนที่จะออกมาจากบ้านพักมาบ้านเพื่อน จึงแจ้งให้กับ​ ร.ต.อ.ไตรภพฯทราบ พร้อมกับแนะนำตัวเองว่า “ผมเป็นผู้สื่อข่าวครับ” ขอใช้บัตรผู้สื่อข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย​ ออกให้ไว้เป็นหลักฐานในการแสดงตัวตนได้ไหมครับ พร้อมกับเปิดเบาะนั่งหยิบบัตรผู้สื่อข่าวส่งให้กับร.ต.อ.ไตรภพฯเพื่อแสดงตัวตน

ร.ต.อ.ไตรภพฯ จึงวิทยุเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาหมายเลขรหัสหมวก 6613 มารับตัวนายสาโรจน์ฯ​ ไปที่ป้อมตำรวจบริเวณใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ นายสาโรจน์ฯ​ จึงซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของตำรวจคนดังกล่าวเพื่อไปที่ป้อมตำรวจ แต่ระหว่างนั้นตำรวจคนดังกล่าวจะขี่รถย้อนศรเพื่อไปที่ป้อมตำรวจ นายสาโรจน์ฯ​ จึงบอกว่า “อย่าย้อนศรนะครับ มันผิดกฎหมาย และอันตรายด้วย” ตำรวจคนดังกล่าวจึงเอ่ยขึ้นว่า “มึงจะทำไมกับกู มึงทะเลาะกับใครก็ทะเลาะเป็นคนๆไป มาเกี่ยวอะไรกับกู มึงต่อยกับกูมั้ย”แต่ปรากฏว่าขณะที่ตำรวจคนดังกล่าวเอ่ยปากพูดออกมา นายสาโรจน์ฯ​ ได้กลิ่นสุรา จึงได้กระโดดลงจากรถ ขณะนั้น ร.ต.อ.ไตรภพฯ​ จึงวิ่งเข้ามา นายสาโรจน์ฯ​ ก็บอกว่า “ลูกน้องผู้กองท้าผมต่อยนะครับ” ร.ต.อ.ไตรภพฯ​ ก็บอกว่า “ไปๆเดี๋ยวไปที่ป้อม” นายสาโรจน์จึงเอ่ยขึ้นว่า “พี่กับลูกน้องเมาหรือเปล่าเนี่ย” เพราะได้กลิ่นสุราแรงมาก ประกอบกับสังเกตเห็นอาการคล้ายกับคนเมาสุรา ร.ต.อ.ไตรภพฯ​ จึงบอกว่า “เดี๋ยวเอ็งไปเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์ที่ป้อม” นายสาโรจน์ฯ​ จึงย้อนถามกลับไปว่า “ถ้าพี่กับลูกน้องเป่าผมก็ยอมเป่า” หลังจากนั้นก็เดินไปที่ป้อมตำรวจ พอไปถึงร.ต.อ.ไตรภพฯ​ ก็พยายามบังคับให้นายสาโรจน์ เป่าวัดระดับแอลกอฮอล์ โดยหยิบเครื่องเป่ามายัดใส่ที่ปากของนายสาโรจน์ฯ พร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิป

นายไพโรจน์ เทศนิยม

นายสาโรจน์ฯ​ ก็บอกว่า “ถ้าพี่กับลูกน้องเป่า ผมก็จะเป่า ไม่ใช่มายัดเยียดให้ผมเป่าตรงนี้” จากนั้นลูกน้องของร.ต.อ.ไตรภพฯ ก็เปิดประตูป้อมเข้ามาถามว่า “มึงทำไม มึงยังไม่จบเหรอ” จากนั้นได้มีตำรวจยศนายสิบตำรวจ 2 นาย​ มากันตัวลูกน้องของร.ต.อ.ไตรภพฯ​ ออกไปข้างนอกป้อม จากนั้น ร.ต.อ.ไตรภพฯ​ กับตำรวจอีก 2 นายก็ออกไปยืนสูบบุหรี่อยู่นอกป้อม พร้อมกับไล่ให้ตำรวจเจ้าของรหัส 6613 ให้ขับขี่รถจักรยานยนต์หลบไปก่อน

หลังจากนั้น ร.ต.อ.ไตรภพฯ​ ก็กลับเข้ามาที่ป้อมพร้อมกับบังคับให้นายสาโรจน์ฯ​ เป่าวัดระดับแอลกอฮอล์ พร้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิป นายสาโรจน์ฯ​ จึงหันไปพูดกับกล้องที่ร.ต.อ.ไตรภพฯ​ ถืออยู่ว่า “ขอโทษนะครับ พี่จะให้ผมเป่า ผมขอให้พี่ตาม 6613 กลับมาเป่าแอลกอฮอล์ด้วย ผมถึงจะยอมเป่า เพราะผมสงสัยพี่กับลูกน้องของพี่​ น่าจะไปดื่มสุราและมีอาการมึนเมากันมาก่อน”

ร.ต.อ.ไตรภพฯ​ จึงบอกว่า “คุณเป็นใคร ถึงมาสั่งให้ผมกับลูกน้องเป่าแอลกอฮอล์ คุณไม่มีสิทธิ์” นายสาโรจน์ฯ​ จึงบอกว่า “ผมขอใช้สิทธิ์ประชาชน ขอตรวจสอบว่าพี่สองคนเมาหรือเปล่า ขนาดพี่สองคนยังไม่เป่าเลย ทำไมผมจึงต้องเป่าด้วย”นอกจากนี้นายสาโรจน์ฯ​ ยังบอกว่า “ถ้าหยั่งงั้นไปที่โรงพักดีกว่า อยู่ตรงนี้ผมไม่ปลอดภัยแล้วครับ”

จากนั้น ร.ต.อ.ไตรภพฯ​ ก็ได้พานายสาโรจน์ไปที่​ สน.บางยี่ขัน พอไปถึงก็สั่งให้นายสาโรจน์ฯ​ นั่งลงที่เก้าอี้เพื่อจะเขียนบันทึกการจับกุมในข้อหา “เมาแล้วขับ-ขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานในการสั่งให้เป่าวัดระดับแอกอฮอล์”

ต่อจากนั้นนายสาโรจน์ฯ​ ก็บอกว่า “จะจับผมข้อหาอะไร ผมยังไม่ได้ทำผิดร้ายแรงอะไรเลย” พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “เรียกผู้บังคับบัญชามาตรวจสอบพี่ทั้งสองคนดีกว่า” ขณะนั้นได้มีตำรวจยศนายสิบตำรวจ​เอ่ยขึ้นมาว่า “มึงทำไมเรื่องมากจังวะ” พร้อมกันนั้นนายสาโรจน์ฯ​ ก็ขออนุญาตใช้โทรศัพท์ของตำรวจเพื่อติดต่อญาติ ตำรวจก็บอกว่าไม่ได้ นายสาโรจน์ฯ​ จึงบอกต่อว่า “ถ้าหยั่งงั้นเอาโทรศัพท์ของพี่มาถ่ายคลิปไว้ได้ไหม” ตำรวจคนที่ว่าก็บอกว่า “ไม่ได้” จากนั้นนายสาโรจน์ฯ เห็นว่ากำลังจะถูกกลั่นแกล้ง จึงเดินไปเปิดหน้าต่างห้องสอบสวนพร้อมกับตะโกนว่า “ประชาชนช่วยด้วยครับ ผมถูกยัดข้อหาครับ ใครก็ได้ขอให้ผมยืมโทรศัพท์หน่อย​ เพื่อติดต่อญาติและถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐาน”

ร.ต.อ.ไตรภพฯ เห็นดังนั้นจึงให้ลูกน้องจำนวน 2 นายวิ่งมารุมและล็อกตัวนายสาโรจน์ฯ แต่นายสาโรจน์ฯ​ ยังส่งเสียงร้องตะโกนให้คนช่วย จังหวะนั้นเองตำรวจจึงเอามือล๊อกคอปิดปากนายสาโรจน์ฯ ไม่ให้ตะโกน และเกิดการชุลมุนกันขึ้น จนทำให้นายสาโรจน์ฯ​ ปากแตก แล้วจับนายสาโรจน์ฯ​ ใส่กุญแจมือทันที พร้อมกับขู่ว่า “มึงต้องเจออีกข้อหาหนึ่งคือ “ก่อความไม่สงบในสถานที่ราชการ” จากนั้นก็นำตัวนายสาโรจน์ฯ ยัดเข้าห้องขัง สักพักหนึ่ง​ ร.ต.อ.ไตรภพฯ​ ก็มาบอกให้นายสาโรจน์ฯ ไปเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์ที่ห้องสอบสวน ซึ่งนายสาโรจน์ฯ​ ก็ยอมไปแต่โดยดี พร้อมกับบอกว่า “ผมดื่มเบียร์มากระป๋องหนึ่ง แต่ผมก็จะเป่าให้ถ้าทางตำรวจต้องการ” เมื่อเป่าเสร็จปรากฎว่า ระดับแอลกอฮอล์ขึ้นมาที่ 62 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แต่​ ร.ต.อ.ไตรภพฯ​ เห็นว่า ระดับแอลกอฮอล์น้อย จึงแจ้งข้อหาเดิมคือ “เมาแล้วขับ-ขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานในการสั่งให้เป่าวัดระดับแอลกอฮอล์” ตามเดิม

จากนั้นนายสาโรจน์ฯ​ ก็เอ่ยปากทวงถามหาบัตรผู้สื่อข่าวฯ​ ที่​ ร.ต.อ.ไตรภพฯ​ ยึดไป แต่ปรากฏว่าร.ต.อ.ไตรภพฯ​ บอกว่า “มันหายไปแล้วจะให้ทำยังไง ทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะหาไม่เจอหวะ” พร้อมกับพาตัวนายสาโรจน์ฯ ยัดเข้าห้องขังตามเดิม ทำกับว่านายสาโรจน์ฯ เป็นผู้ต้องหา “ฆ่าคนตายหรือนักค้ายาเสพติดรายใหญ่”

ต่อมามารดาของนายสาโรจน์ฯ​ มาที่สน.บางยี่ขัน​ และเห็นว่า ที่ปากของลูกชายแตกจึงร้องถามว่า “เป็นอะไร ทำไมถึงปากแตก​ และเสื้อจึงเลอะเลือด” ร.ต.อ.ไตรภพฯ​ บอกว่า “ไม่มีอะไรแค่ปากแตกนิดหน่อย เพราะขัดขืน” มารดานายสาโรจน์ฯ​ เลยบอกว่า “ต้องทำกันขนาดเลือดตกยางออกเลยเหรอ” แต่​ ร.ต.อ.ไตรภพฯ​ ก็ไม่ได้ว่าอะไร พร้อมกับเดินหนีไป

ต่อมาในวันที่ 28 ธ.ค.61 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางยี่ขัน ได้ควบคุมตัวนายสาโรจน์ฯ​ ไปส่งต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน ซึ่งนายสาโรจน์ฯ​ ก็ยอมรับทุกข้อกล่าวหา จึงถูกศาลลงโทษปรับเป็นเงิน 7,500 บาท และถูกลงทัณฑ์ไว้ 1 ปี พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 6 เดือน

นายไพโรจน์ฯ กล่าวต่อว่า​ นี่ขนาดนายสาโรจน์ฯ​ เป็นผู้สื่อข่าวฯ ยังโดนตำรวจกระทำได้ถึงขนาดนี้ หากเป็นประชาชนคนธรรมดาจะไม่โดนไปมากกว่านี้หรือ​ ส่วนบัตรผู้สื่อข่าวฯ​ ตำรวจ​ก็ทำหายซึ่งเป็นทรัพย์สินของทางสมาคมฯแบบนี้เขาเรียกว่า “ตำรวจลุแก่อำนาจ” ไปหรือเปล่า!!

นายไพโรจน์​ฯ​ มองว่าเป็นการทำเกินกว่าเหตุหรือไม่​ และสมควรหรือไม่ที่เจ้าหน้าตำรวจดื่มสุราในระหว่างออกปฏิบัติหน้าดูแลทุกข์สุขของประชาชน และมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เมื่อประชาชนขอร้องให้เป่าแอลกอฮอล์​ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง จึงต้องขอฝากไปถึง พลตำรวจ​โท​ สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.)​ และ พลตำรวจ​ตรี​ บุญฤทธิ์ รอดมา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7 (ผบก.น.7)​ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา​ตรงของสถานีตำรวจ​นครบาล​บางยี่ขัน​ ที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบ​ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยประชาชนที่ขับขี่รถย้อนศรเล็กๆน้อยๆ ยังโดนถึงขนาดนี้


 

กระบวนการยุติธรรม

ตำรวจสน.สามเสน​ จับผู้ต้องหาเรียกค่าไถ่ญาติของตนเอง​ มูลค่า​ 3​ ล้าน​บาท​

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา คือ​ นายวรพงษ์ ปิ่นสุวรรณ์

เผยแพร่

วันที่

โดย

พล​ตำรวจ​ตรี​ คัชชา ธาตุศาสตร์
พล​ตำรวจ​ตรี​ คัชชา ธาตุศาสตร์

ณ ลานแถลงข่าว ชั้น1 อาคาร บช.น.​ พล​ตำรวจ​ตรี​ คัชชา ธาตุศาสตร์ รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (รอง​ผบช.น.)​ พร้อมด้วย พลตำรวจ​ตรี​ ดร.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผู้​บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 1​ (ผบก.น.1),พัน​ตำรวจ​เอก​ นครินทร์ สุคนธวิท รองผู้บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 1​ (รอง​ผบก.น.1),พัน​ตำรวจ​เอก​ สามารถ พรหมชาติ ผู้กำกับ​การ​สถานี​ตำรวจ​นครบาล​สามเสน​ (ผกก.สน.สามเสน),พัน​ตำรวจ​โท​ สิริพงษ์ วรผลึก รองผู้กำกับ​การ​สืบสวนสถานีตำรวจ​นครบาล​สามเสน​ (รอง​ผกก.สส.สน.สามเสน)​,พันตำรวจ​โท​ ธนพรหม ธนอาภากร สารวัตร​สืบสวน​สถานีตำรวจ​นครบาล​สามเสน​ (สว.สส.สน.สามเสน)​ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.สามเสน ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับคดีเรียกค่าไถ่มูลค่า 3 ล้านบาท​

พ.ต.อ.นครินทร์​ กล่าวว่า​ ได้มีบุตรของผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์​ที่สน.สามเสน​ ว่ามีบุคคลซึ่งเป็นญาติของตนเอง​ ได้จับ​มารดาของตนไปเรียกค่าไถ่​ โดยเรียกเงินจำนวน​ 3​ ล้าน​บาท​ แต่พวกตนไม่ยอมจ่ายจึงเข้าแจ้งความดังกล่าว​ จากการสืบสวนจนกระทั่งทราบว่าคนร้ายรายนี้เป็นญาติกัน​ จึงออกติดตามจนกระทั่งคนร้ายทราบว่าบุตรของผู้เสียหายเข้าแจ้งความ จึงชิงทรัพย์​สินที่ติดตัวของผู้เสียหายไปแล้วปล่อยทิ้งผู้เสียหายไว้ย่าน​ จ.ปทุมธานี​ แล้วหลบหนีไป​

พ.ต.อ.นครินทร์​ กล่าวต่อว่า​ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา คือ​ นายวรพงษ์ ปิ่นสุวรรณ์ อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 120 ซอยเทพนิมิต 2 แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กทม. ตามหมายจับศาลอาญาที่ 42/2562 ลงวันที่ 15 มกราคม 2562 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการหรือไม่กระทำการ,หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น,เอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไปโดยใช้อุบายหลอกลวงฯ และชิงทรัพย์”

พล​ตำรวจ​ตรี​ คัชชา ธาตุศาสตร์

โดยจับกุมนายวรพงษ์​ฯ​ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2562 เวลาประมาณ 21.45 น. ที่บริเวณหน้าสามัคคีอพาร์ทเมนท์ ซอยสามัคคี 45 ถ.สามัคคี ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี พร้อมด้วยของกลางคือ​ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอดคอร์ด สีเทา ทะเบียน วภ 4381 กรุงเทพมหานคร (ใช้ขับขี่ก่อเหตุและหลบหนี),โทรศัพท์มือถือยี่ห้อซัมซุง สีขาว จำนวน 1 เครื่อง (ใช้ติดต่อเรียกค่าไถ่),เสื้อกั๊กผ้ายีนส์ จำนวน 1 ตัว,กางเกงขาสั้นสามส่วน แบบมีซิปรูดสีน้ำตาลอ่อนยี่ห้อ จีดับเบิ้ลยู จำนวน 1 ตัว,หมวกแก๊ปสีเทา จำนวน 1 ใบใช้สวมใส่ในวันก่อเหตุ

ต่อมาได้ร่วมกันจับกุม​ตัว​ นายธงชัย คำพันธ์ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16 หมู่ 1 ต.แพงใหญ่ อ.เหล่าเสือโก๊ก จ.อุบลราชธานี​ ตามหมายจับศาลอาญาที่ 86/2562 ลงวันที่ 20 มกราคม 2562 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง,ร่วมกันเรียกค่าไถ่,ร่วมชิงทรัพย์ และร่วมกันกระทำความผิดต่อเสรีภาพ” โดยจับนายธงชัยฯ​ เมื่อวันที่ 20 ม.ค.62 เวลาประมาณ 15.00 น.ได้บริเวณทางเข้าหมู่บ้านประชานิเวศน์ 2 ถ.สามัคคี ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี พร้อมด้วยของกลาง​ กุญแจมือ (ล๊อคข้อมือผู้เสียหาย)

พ.ต.อ.นครินทร์​ฯ​ กล่าวอีกว่า​ ก่อนเกิดเหตุผู้ต้องหาซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของ นางนฤมล หริรักษฐากูร ผู้เสียหาย (ลูกของน้องสาว) เคยติดต่อขอยืมเงินจาก น.ส.อลิน เหมะรัตน์ บุตรสาวผู้เสียหายหลายครั้ง ซึ่ง น.ส.อลินฯ ก็ให้ยืมบ้างไม่ให้ยืมบ้าง ครั้งสุดท้ายผู้ต้องหาขอยืมเงินจำนวน 20,000 บาท แต่ได้รับการปฏิเสธ ผู้ต้องหากับพวกจึงได้เดินทางด้วยรถยนต์มาที่บ้านผู้เสียหายแล้วใช้อุบายทำทีอาสารับผู้เสียหายไปทำธุรกรรมทางการเงินย่านแจ้งวัฒนะ​ ระหว่างทางได้ร่วมกับพวกข่มขู่ โดยนายธงชัย คำพันธ์ ใช้กุญแจมือใส่ข้อมือผู้เสียหายพร้อมใช้อาวุธมีดข่มขู่มิให้ขัดขืน ส่วนนายวรพงษ์ฯ ได้ใช้โทรศัพท์ของผู้เสียหาย และของตนเองติดต่อมาเพื่อเรียกค่าไถ่ตัวผู้เสียหายจาก น.ส.อลินฯ บุตรสาวและนายอาณัติ หริรักษฐากูร บุตรชายคนโตของผู้เสียหายตามลำดับ ต่อมาบุตรทั้งสองของผู้เสียหายได้พากันมาพบพนักงานสอบสวน สน.สามเสน เพื่อติดตามตัวผู้ต้องหา

ในวันเดียวกัน​ เมื่อวันที่​ 11 ม.ค.62 ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน กำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุตามที่ได้รับแจ้ง และรวบรวมข้อมูลเพื่อติดตามตัวผู้เสียหายและผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.สามเสน ได้รับการติดต่อประสานทางโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สามโคก ว่าพบตัวผู้เสียหายอยู่ที่ร้านกาแฟในเขตพื้นที่ โดยได้รับตัวมาไว้ที่ สภ.สามโคก ไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนพร้อมด้วย น.ส.อลินฯ จึงเดินทางไปรับตัวมาให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวน และดำเนินการตามกฎหมาย

จากการสอบสวนผู้เสียหายได้ความว่า นายวรพงษ์ฯ ได้มาหาตนที่บ้านพักและอาสาขับขี่รถยนต์พาตนไปทำธุระ ระหว่างที่นั่งรถกันไปนั้นนายวรพงษ์ฯ ได้โทรศัพท์กลับมาหาบุตรของผู้เสียหายข่มขู่เรียกเงิน ค่าไถ่ 3 ล้าน​บาท จนเมื่อทราบว่ามีการแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายธงชัยฯ ซึ่งเป็นเพื่อนของนาย วรพงษ์ฯ ได้ใช้มีดขู่บังคับให้ผู้เสียหายส่งมอบเงินสดที่พกติดตัวจำนวน 30,000 บาทไปก่อนที่จะปล่อยตัวให้ผู้เสียหายลงย่านร้านกาแฟ ในพื้นที่ สภ.สามโคก จ.ปทุมธานี​ หลังจากนั้นผู้ต้องหาทั้งสองได้ขับขี่รถยนต์พากันหลบหนีไป ส่วนผู้เสียหายเมื่อลงจากรถยนต์ได้ขอความช่วยเหลือจากประชาชนย่านใกล้เคียง โดยได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สามโคก มารับตัว ซึ่งผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีรอยช้ำแดงที่ข้อมือขวา 2 จุด จากการถูกใส่กุญแจมือขณะถูกบังคับข่มขู่


 

อ่านต่อ

ยอดนิยม

error: