ติดต่อกับเรา
พระสงฆ์ พระสงฆ์

บทความ

รายงานพิเศษ: พ.ร.บ.คณะสงฆ์

ตอกย้ำสนิท สกัดกรรมการมส.ไม่พึงประสงค์

พระสงฆ์

เผยแพร่

วันที่

ตอกย้ำสนิท สกัดกรรมการมส.ไม่พึงประสงค์ จากปัญหาความหย่อนยานในการบริหารงานคณะสงฆ์โดย “มหาเถรสมาคม” องค์กรปกครองสงฆ์สูงสุดที่เกิดขึ้นมาแล้วหลากหลายกรณี โดยเฉพาะในช่วง 12-13 ปีที่ผ่านมา ซึ่งระหว่างนั้น สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) มีพระพลานามัยไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถเสด็จเป็นประธานประชุมมหาเถรสมาคม จึงทำให้เกิดมีการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชขึ้นมา (ส่อไม่ชอบมาพากล) สร้างความโกลาหนวุ่นวายขึ้นในสังฆมณฑล จนกระทั่งท้ายที่สุดรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี(ครม.) สมัยนั้นก็แก้ปัญหาโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาขึ้นมารองรับการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และให้มีประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมมหาเถรสมาคม

นับแต่นั้นมา ความเสื่อมถอยขององค์กรบริหารสูงสุดของคณะสงฆ์ก็เริ่มขยายความชัดเจนให้สังคมได้รับรู้มากขึ้นๆ สิ่งที่ชี้ชัดเจนที่สุดก็คงไม่พ้น การสั่งปลดกรรมการมหาเถรสมาคมรูปหนึ่งทั้งที่ยังไม่มีความผิดชัดเจนทั้งด้านพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง และนอกจากจะสั่งปลดจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมแล้ว ยังได้สั่งปลดและบีบคั้นให้สละทุกๆ ตำแหน่งอีกด้วย ขณะเดียวกันก็แต่งตั้งพระคู่กรณีวัดเดียวกันให้ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม ทั้งที่ขาดจริยวัตร คุณวุฒิ พรรษากาล และวุฒิภาวะ โดยไม่แคร์ต่อสายตาชาวพุทธแม้แต่น้อย

แถมยังประเคนให้อีกทุกตำแหน่งของพระรูปนั้นให้กับพระรูปนี้ !!

เรื่องของกรรม ผลลัพธ์ก็คือ ต้องเสวยกรรมสถิต ณ เรือนจำพิเศษ

ความหย่อนยานด้านการปกครองคณะสงฆ์ใช่ว่าจะเฉพาะแต่องค์กรบริหารระดับสูงเท่านั้น เชื้อร้ายนี้ยังแพร่กระจายไปสู่การปกครองระดับตำบล อำเภอจังหวัด และยังลุกลามไปถึงระดับภาค จนยากต่อการเยียวยาแก้ไขให้ฟื้นคืนสภาพ ความเสื่อมศรัทธาที่เกิดแก่สถาบันสงฆ์จะด้วยเหตุและปัจจัยอื่นด้วยหรือไม่ก็ตาม แต่ก็อาจเชื่อได้ว่าเพราะเหตุนี้จึงทำให้ต้องมีการตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับใหม่ขึ้นมา เพื่อปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาให้ฟื้นคืนศรัทธาสู่พุทธศาสนิกชนอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 หนังสือพิมพ์และข่าวทางเว็บไซต์ต่างๆ พาดหัวตัวโตว่า “สนช.มีมติเอกฉันท์ 271 เสียง ประกาศใช้ร่าง กม.คณะสงฆ์” มีรายงานข่าวว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ประกาศใช้เป็นกฎหมายตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยพิจารณา 3 วาระรวด ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ มาตรา 3 ที่บัญญัติว่า เพื่อให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ตลอดจนการดูแลการปกครองคณะสงฆ์เป็นไปเพื่อส่งเสริมการเผยแผ่หลักของพระพุทธศาสนาให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และมีการรักษาพระธรรมวินัยของคณะสงฆ์ให้เป็นไปอย่างถูกต้องดีงามโดยเคร่งครัด เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป พระมหากษัตริย์คงทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง สถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์
และแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)

เนื้อหาของข่าวระบุว่า องค์ประกอบของมหาเถรสมาคมตามพ.ร.บ.นี้ ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช ที่ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 20 รูป ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ หรือพระภิกษุซึ่งมีพรรษาอันสมควรและจริยวัตรในพระธรรมวินัยที่เหมาะสมแก่การปกครองสงฆ์ โดยการแต่งตั้งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ทรงปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราชก่อนก็ได้

สำหรับกรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปี และอาจจะได้รับการแต่งตั้งอีกก็ได้ ส่วนการพ้นจากตำแหน่งนั้นนอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว ยังพ้นจากตำแหน่งเมื่อมรณภาพ พ้นจากความเป็นพระภิกษุ ลาออก พระมหากษัตริย์มีพระบรมราชโองการให้ออก
ในมาตรา 10 แห่งพ.ร.บ.นี้ ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้เป็นมาตรา 20/2 แห่งพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 “มาตรา 20/2 การแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาค หากมีพระราชดำริเป็นประการใด ให้ดำเนินการไปตามพระราชดำรินั้น”

วรรคสอง เขียนว่า “สำหรับการแต่งตั้งและถอดถอนพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองสงฆ์ตำแหน่งอื่น ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่จะมีพระราชดำริเป็นประการอื่น”

มาตรา 11 ให้กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป จนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัตินี้

เป็นอันว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่นี้มีทั้งหมด 11 มาตรา โดยนับแต่นี้ทั้งตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ เจ้าคณะภาค รวมถึงเจ้าคณะปกครองตำแหน่งอื่นๆ จะต้องอยู่ภายใต้พระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์ที่มีมาแต่โบราณกาล เชื่อว่า การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาหรือการปฏิรูปวงการคณะสงฆ์คราวนี้จะทำให้พระเจ้าคณะปกครองทั้งหลายได้ดำรงตนด้วยสีลาจารวัตรที่งดงาม มีความมั่นคงในพระธรรมวินัยมากยิ่งขึ้น

ส่วนท้ายของ พ.บ.ร.คณะสงฆ์ฉบับใหม่นี้ มีบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญไว้ด้วยว่า “3.1 ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความจำเป็นจะต้องตราขึ้นเพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ประกอบกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย อีกทั้งกรรมการมหาเถรสมาคมผู้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะมักเป็นผู้เจริญพรรษายุกาล ทำให้มีปัญหาเรื่องสุขภาพเนื่องจากชราภาพ บางครั้งจึงมีความจำเป็นต้องลาการประชุมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

นอกจากนั้น กรรมการบางรูปในขณะนี้ต้องคดีอาญาหรือมีข้อกล่าวหาจนต้องพ้นจากตำแหน่ง จึงไม่ตั้งอยู่ในที่ศรัทธาเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชน สมควรมีการปรับปรุงแก้ไขที่มาและองค์ประกอบของมหาเถรสมาคมเพื่อให้ได้ผู้มีพรรษาอันสมควรและมีจริยวัตรในพระธรรมวินัยที่งดงาม เหมาะสมแก่การปกครองคณะสงฆ์มาเป็นกรรมการในมหาเถรสมาคม”


 

บทความ

แต่งตั้งนายพลสีกากี มีระบบคุณธรรม จริงหรือมั่ว? ส่อวิกฤตศรัทธาต่อองค์กร

การแต่งตั้งนายพลสีกากีวาระประจำปี 2561

เผยแพร่

วันที่

สํานักงานตํารวจแห่งชาติ
สํานักงานตํารวจแห่งชาติ

ใกล้งวดมาเต็มที กับการแต่งตั้งนายพลสีกากีวาระประจำปี 2561 ภายหลังจากที่คำสั่งแต่งตั้งของบรรดานายพลสีขี้ม้าเสร็จเรียบร้อย มาถึงคิวของการแต่งตั้งนายพลสีกากี ระดับ ผบก.ถึง รอง ผบ.ตร. วาระประจำปี 2561 ซึ่งต้องขอมติ ก.ตร.ขยายเวลามาจากเดิมต้องแล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนสิงหาคม เป็นต้องแล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนกันยายน ที่จะถึงนี้

มานั่งอ่านหลักเกณฑ์แต่งตั้งใหม่ ของรัฐบาลลุงตู่ ภายใต้การกับกับดูแลของลุงป้อม พี่ใหญ่ของ คสช. อ่านก็แล้วทำความเข้าใจกลับไปกลับมา เป็นการเขียนหลักเกณฑ์การแต่งตั้งใว้สุดซ่อนเงื่อน จากเดิม 10 ปี ที่ผ่านการพิจารณาใช้เรียงตามอาวุโสห้ามข้ามในกลุ่มผู้ช่วยขึ้นรอง ผบ.ตร.และในขณะนั้นมีตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.10 กว่าตำแหน่ง หลังจากนั้นต่อมาเปลี่ยนกฏเกณฑ์มาใช้ 33%ในกลุ่ม ผู้ช่วยขึ้น รอง ผบ.ตร.

หลัง คสช.ปฏิวัติ ในปี 58 ยุบตำแหน่ง รองผบ.ตร.จากเดิม 10 ตำแหน่ง เหลือเพียงแค่ 5 ตำแหน่ง แต่กลับมีการปรับเพิ่มตำแหน่งที่ผู้ทรงคุณวุฒิ 10 ตำแหน่ง รองรับผู้เกษียณอายุราชการ ซึ่งมีหลักเกณฑ์คลุมไว้อีกว่าห้ามนำมาคำนวนโควต้า 33 % เลื่อนขึ้น รอง ผบ.ตร.

จุดที่มองดูทะแม่ง อยู่ตรงที่การจะได้อาวุโส 33% จากผู้ช่วย ผบ.ตร.ขึ้นรอง ต้องมีตำแหน่งว่าง 4 จาก 5 ตำแหน่งที่มีเหลือ และเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นเลย เพราะฐานน้อยมาก มีแค่ 5 ต้องว่าง 4 เท่านั้น คำว่าอาวุโสจึงจะเกิดผลในทางปฎิบัติ มองได้ว่าเป็นเกมลับลวงพราง ให้มองดูดีมีอาวุโสใช้ในกลุ่มนี้ แต่คนทั่วไปไม่รู้ว่าในทางเป็นจริงไม่มีแน่นอน ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้ข้ามอาวุโสได้เลย เพราะหลักเกณฑ์เขียนใว้ว่า ถือว่าอาวุโสเท่ากัน แต่คนที่จะเอาขึ้นเหมาะสมกว่า คนอาวุโสไม่มีเรื่อง ไม่มีความผิด แต่กลับไม่เหมาะสม ดูเป็นเหตุผลที่ไม่แฟร์และเป็นธรรมกับทุกคน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบคุณธรรม มันมีหรือไม่.?

โดยในอดีต คณะกรรมการ กตร.ส่วนหนึ่ง มาจากข้าราชตำรวจชั้นนายพลที่เกษียณซึ่งคนนอก และเป็นผู้ที่ข้าราชตำรวจเลือกมาเป็นตัวแทน เป็นปากเสียงทวงสิทธิ์ความเป็นธรรม ให้กับการแต่งตั้งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ยุคนี้ตั้งแต่ปี 58 เป็นต้นมา ข้าราชการตำรวจที่ได้รับแต่งตั้งมา เทียบตัวต่อตัว อาวุโส 1 กับ ตัวเกร็ง ยังไงก็อาวุโสไม่เท่ากัน เพราะตามหลังห่างกันเกือบ 2 ปีในทุกตำแหน่งช่วง รอง ผบช.,ผบช,และผู้ช่วย ผบ.ตร.

หากเป็นแบบนี้อนาคต องค์กรตำรวจจะพัง เพราะ ระบบคุณธรรม หลักเกณฑ์ กฎที่ไม่เป็นธรรม ได้คนที่เป็นพวกตัวเอง “อดีตลูกน้องขึ้นมาเป็นนาย คนส่วนใหญ่ทุกข์บนความสุขคนส่วนน้อย ที่มีพวก มีปัญญาวิ่งเต้น อยู่แบบหมดความหวัง ถูกปล้นสิทธิไปต่อหน้าต่อตา การเรียกร้องอะไรกับใครในยุคนี้ก็ยาก มันคือเป็นหนทางเดียว ต้องยอมรับและอยู่กับมัน ทนได้ก็ทน ทนไม่ได้ก็ลาออกไปก็เยอะ

มีคำถามว่าคนเหล่านี้ เป็นตำรวจ ทำความดีเสี่ยงภัยมามากมาย เป็นลูกน้องท่านเหมือนกัน ท่านอยากให้เขาหันหลัง และเกลียดนาย เกลียดผู้บังคับบัญชา เกลียดองค์กร เพราะระบบคุณธรรม อย่างนั้นหรือ.? ผู้กับกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลัง กระทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในองค์กรในอาชีพตำรวจที่เพียงแค่อยากได้ อยากเป็น โดยไม่คำนึงถึงสิทธิและความเป็นธรรมของผู้อื่นแม้แต่น้อย หาช่อง หากฎเกณฑ์ มาลับลวงพราง ป้องกันตัว เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่า มันไม่ถูกต้อง ไม่มีความเป็นธรรม ให้กับข้าราชตำรวจส่วนใหญ่ที่ไม่มีเส้นสาย นอกจากคนของตัวเอง ของพวกพ้องบริวาร

โดยสุดท้ายอาจจะเห็นนายตำรวจใหญ่ ลาออกตามมาหลังจากแต่งตั้งครั้งนี้ก็ได้ ไม่เชื่อลองจับตาดู และหากมันมีเหตุลาออก ของผู้ที่อกหักจากการแต่งตั้งที่ขาดระบบคุณธรรมมันก็จะสะท้อนย้อนกลับมาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเสื่อม และเกิดวิกฤตศัทธาต่อองค์กร จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“นายหม้อตาล”


 

อ่านต่อ

ยอดนิยม

error: